วิเคราะห์เปรียบเทียบนโยบายพรรคการเมือง

ที่มาของภาพ http://img227.imageshack.us/img227/3018/coloration6vm.jpg

ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเวลานี้ อาจมีคำถามต่อนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และควรจะพิจารณาเลือกตั้งอย่างไร

เมื่อพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค พบว่ามีกลิ่นอายของแนวคิดประชานิยมอย่างชัดเจน แต่ละพรรคล้วนต่อยอดนโยบายมาจากแนวคิดประชานิยมของพรรคไทยรักไทยทั้งสิ้น และนโยบายบางพรรคกลับมีความเป็นประชานิยมมากกว่าเดิม อาทิ

...........โครงการลงทุนขนาดใหญ่
ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รางคู่ ถนนลาดยาง ชลประทาน

...........นโยบายพลังงานทดแทน
ซึ่งทุกพรรคต่างเสนอว่าจะใช้พลังงานจากชีวมวล ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม

............นโยบายเรียนฟรี รักษาฟรี และนโยบายเศรษฐกิจชุมชน
ที่ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายแทบทุกพรรคการเมือง

แม้ว่า แต่ละพรรคจะพยายามพัฒนานโยบายให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และมีจุดเด่นของนโยบายที่แตกต่างกันไป อาทิ พรรคพลังประชาชนเน้นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสร้างรายได้ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้วยงบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายเร่งด่วน 99 วัน ส่วนพรรคมัชฌิมาธิปไตย เสนอนโยบายรถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสายเป็นเวลา 10 ปี ประกันราคาสินค้าเกษตร 7 ชนิด และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ 7 ประเภท

ในความเหมือนของความเป็นนโยบายประชานิยม พบความต่างของระดับความเป็นเสรีนิยมในนโยบายของแต่ละพรรค กล่าวคือ

พรรคที่มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมมาก
คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน สังเกตจาก การยอมให้เอกชนถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจหลัก และพรรคชาติไทยที่ปล่อยให้กลไกราคาพลังงานสะท้อนต้นทุน

ขณะที่พรรคที่มีแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมน้อยกว่า คือ พรรคมัชฌิมาธิปไตยที่เน้นบทบาทของรัฐสูงมาก โดยเฉพาะการแทรกแซงกลไกราคาพลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร นโยบายยกเลิกกฎหมาย 11 ฉบับและข้อตกลงระหว่างประเทศที่กระทบคนไทย และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายเปิดเสรีการตั้งธนาคารพาณิชย์ แต่กลับเสนอควบคุมส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ เป็นต้น

ทางด้านพรรคพลังประชาชนเน้นบทบาทของรัฐมากเช่นกัน อาทิ การแทรกแซงกลไกราคา พลังงาน รถไฟฟ้า และสินค้าเกษตร รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอนโยบาย แทรกแซงกลไกราคาพลังงานและไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นสาธารณูปโภค

หากพิจารณาเหตุผลของการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเห็นได้ว่านโยบายของพรรคต่าง ๆ มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

พรรคขนาดใหญ่ ทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ เน้นนโยบายที่สนองกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั้งประเทศ เพราะฐานเสียงของพรรคที่มีความหลากหลาย

ในขณะที่พรรคขนาดกลางเน้นนโยบายเจาะกลุ่มเป้าหมายในระดับที่เล็กลง โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานเสียงของพรรค เช่น พรรคชาติไทยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนในชนบท นโยบายจึงเน้นด้านเกษตร เช่นเดียวกับพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีฐานเสียงในภาคอีสาน และพรรคประชาราชที่มีฐานที่มั่นในจังหวัดสระแก้ว ส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่เน้นเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง นโยบายจึงเน้นเจาะกลุ่มคนเมืองเป็นหลัก

ยกเว้นพรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งแม้ว่าเป็นพรรคขนาดกลาง แต่กลับเน้นนโยบายในภาพรวม เนื่องจากพรรคเกิดจากการรวมตัวของสองกลุ่มการเมืองที่มีฐานเสียงมาจากคนละกลุ่ม ทำให้นโยบายจึงต้องครอบคลุมทั้งคนเมืองและชนบท

อย่างไรก็ตาม พรรคขนาดกลางและเล็ก ไม่เน้นแข่งขันเชิงนโยบายเป็นหลัก แต่เน้นเจาะคนบางกลุ่มหรือบางพื้นที่ โดยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ อาทิ พรรคเพื่อแผ่นดินเสนอตัวว่าเป็นพรรคของคนอีสานและเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีของคนอีสาน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาชูภาพ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เพราะเน้นกลุ่มชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครราชสีมา ส่วนพรรคชาติไทยและประชาราชเน้นให้ผู้สมัครรักษาฐานคะแนนเสียงของตนเอง

จะเห็นได้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ มุ่งที่จะตอบสนองต่อฐานเสียงของตนเองฉะนั้น ก่อนที่ประชาชนจะตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ ควรพิจารณานโยบายของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบ รอบด้าน ครบถ้วน โดยจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการนำมาปฏิบัติจริง แนวทางในการหาเงินเพื่อมาใช้จ่ายสำหรับนโยบายต่าง ๆ ความสามารถในการผลักดันนโยบาย รวมถึงบุคคลที่ทางพรรคกำหนดว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ว่า มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น ๆ หรือไม่ เพราะมิเช่นนั้น นโยบายต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองหาเสียง จะกลายเป็นนโยบายเพ้อฝัน ที่ไม่สามารถเป็นจริงได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ลักษณะโดยรวมของนโยบาย
พรรคการเมือง
พปช.
ปชป.
ชท.
พผด.
มฌม.
รช.
ปชร.
ขนาดของพรรค
ใหญ่
ใหญ่
กลาง
กลาง
M
S-M
เล็ก
กลุ่มเป้าหมาย
ทั้งประเทศ
ทั้งประเทศ
ชนบท
ชนบท
ทั้งประเทศ
เมือง
ชนบท
ให้ความสำคัญกับการใช้นโยบายหาเสียง
5
5
2
3
5
3
2
แนวคิดของนโยบาย
ประชานิยม
4
3
2
2
5
2
5
เสรีนิยม
2
3
4
4
1
4
1
หมายเหตุ: 1 = น้อยที่สุด, 2 = น้อย, 3 = ปานกลาง, 4 = มาก, และ 5 = มากที่สุด
ที่มา: ผู้เขียนวิเคราะห์เอง

* นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพุธที่ 12 ธันวาคม 2550

แสดงความคิดเห็น