เปิด 10 รูปแบบ "นวัตกรรม" ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการในภาวะวิกฤติ จากการสร้างสรรค์ความรู้ และความสามารถในการประยุกต์ความรู้มาใช้จนเกิดเป็นเทคโนโลยี ซึ่งหากธุรกิจใดเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างความรู้กับเทคโนโลยี ย่อมนำไปการฟื้นฟูธุรกิจได้  

ผ้าอนามัยโกเต๊กซ์ กระดาษทิชชู่คลีเน็กซ์ รถเต่าโฟล์คสวาเกน ช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็ม แว่นตาเรย์แบน น้ำอัดลมแฟนต้าและวิทยุสื่อสารโมโตโรลา คือตัวอย่างธุรกิจที่เกิดขึ้นช่วงวิกฤติสงคราม หรือแอพพลิเคชั่นไลน์เกิดขึ้นในญี่ปุ่นท่ามกลางวิกฤตการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อ 10 ปีก่อน ธุรกิจข้างต้นมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกัน คือมีนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการในภาวะวิกฤติ  

ผมเรียกตัวเองว่าเป็น นวัตกรที่ประหยัด (Thrifty innovationist) เพราะ เป็นคนที่ชอบคิดสิ่งใหม่ตั้งแต่เด็ก 

 เมื่อใช้สิ่งของต่าง ๆ แล้วรู้สึกยังไม่ดีพอ เช่น ไม่ประหยัดเวลา ไม่สะดวก ขั้นตอนยุ่งยาก ผมจะคิดเสมอว่า ‘น่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้’ โดยนวัตกรรมทางความคิดที่ผมเคยคิดเมื่อยังเป็นเด็ก ขณะนี้มีคนทำให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าแบบมีล้อ อาหารที่สามารถอุ่นได้ในตัว รถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

โลกอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ โดยเฉพาะการกระชากเปลี่ยน (disruption) ทางเทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
         

ปัญหาความยากจนที่ยังมีจำนวนมากในชนบทไม่สามารถพัฒนาชนบทด้วยวิธีการแบบเดิมๆ เราต้องทำงานให้หนักขึ้นเร็วขึ้น และฉลาดขึ้นหากต้องการยกระดับชนบทให้พ้นจากความยากจนและยกระดับประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว 

ในบทความครั้งที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึง การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เศรษฐกิจการตลาด” ในงาน “สร้างอาชีพ สู่ชุมชน” ซึ่งจัดโดยธนาคารออมสินร่วมกับสถาบันปัญญาภิวัฒน์ เพื่อพัฒนากลุ่มเยาวชนให้มีความรู้ในการทำโครงการสร้างอาชีพในชุมชน

เปิดหน้าตักดูขุมกำลังทางเศรษฐกิจและโอกาสของการพัฒนาประเทศในอาเซียน และเปรียบเทียบศักยภาพ EEC กับคู่แข่งในภูมิภาคนี้ รวมถึงข้อเสนอจากผู้เขียนถึงประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนา EEC หากจะแข่งขันกับประเทศอื่นในอาเซียนได้มากขึ้น 

ปัจจุบันอาเซียนมีเขตเศรษฐกิจมากกว่า 1,000 แห่ง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นถึง การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

คิดเป็นระบบ ช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างไร? เป็นคำถามที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านได้ลองพิจารณาข้อเสนอของผู้เขียน ที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบและแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากประเทศสิงคโปร์ ที่เพิ่มรายได้ประชาชาติเป็นร้อยเท่าในช่วง 50 ปี

“สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับมหาเศรษฐีระดับโลกที่อยู่ในลิสต์Forbes 400 ปีนี้ ซึ่งผู้เขียนพบประเด็นบางอย่างที่สอดคล้องกันระหว่างการศึกษาและระดับความรวย แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการศึกษาสูงกว่าจะรวยกว่า ในบทความจะเฉลยว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญของการเป็นมหาเศรษฐีเหล่านั้น” 

เมื่อไม่นานนี้ ผมได้อ่านบทความหนึ่งในนิตยสาร Forbes – The 400 Richest People in America ฉบับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2017 เป็นเรื่องเกี่ยวกับระดับการศึกษาของเศรษฐีในสหรัฐอเมริกา โดยเปิดประเด็นว่า การศึกษาถึงระดับปริญญาเอกจำเป็นหรือไม่ เราจำเป็นต้องสำเร็จการศึกษาสูงถึงระดับใด ถึงจะมีโอกาสเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกได้

ปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางรายได้
การศึกษา การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิภาพและสวัสดิการทางสังคม รวมไปถึง “ความเหลื่อมล้ำทางปัญญา”

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องพัฒนาและสร้างสังคมปัญญานิยมให้เกิดขึ้นให้ได้ หากประเทศไทยยังนิ่งเฉย จะยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความแตกต่างด้านสังคมแห่งปัญญาระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

ในบทความนี้ขอเสนอ แนวคิดเศรษฐกิจพึ่งตนเองในลักษณะพร้อมที่จะดำเนินนโยบายสับเปลี่ยน (switching policy) จากเศรษฐกิจเสรียามปกติเป็นพึ่งตนเองได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เป็นแนวคิดระดับจุลภาค ด้วยแนวคิด ชุมชนยั่งยืนด้วยตนเอง (Self – Sustained Community: SSC) 

ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดกลับเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และด้วยวิกฤตโควิดที่ยาวนาน ทำให้คนจำนวนมากมาถึงจุดที่ไม่มีอะไรกิน บางชุมชนในต่างประเทศถึงกับต้องมีแคมเปญ “ยกธงขาว” กล่าวคือ หากครัวเรือนใดสู้ต่อไม่ไหว ให้นำผ้าขาวมาผูกเป็นธงแขวนหน้าบ้าน เพื่อให้คนที่พบเห็นให้ความช่วยเหลือ 

เนื่องจากข้อจำกัดในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของไทย เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ผมจึงเสนอเป็นครั้งแรกและย้ำมาตลอดถึงความจำเป็นที่ไทยต้องใช้ประโยชน์จากจุดแกร่งของประเทศ (Thailand’s Niches) เพื่อก้าวกระโดดเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้าน คือ การเป็นเมืองหลวงอาหารโลก (Food Capital) เมืองหลวงอภิบาลคนชราโลก (Elderly Healthcare Capital) เมืองหลวงสุขสภาพโลก (Wellness Capital) และเมืองหลวงการท่องเที่ยวโลก (Tourism Capital)