บริหารธุรกิจ

ในที่สุด ได้เดินทางมาถึงบทความสำหรับ E ตัวสุดท้ายในโมเดลยุทธศาสตร์การบริหารประสิทธิสภาพ 8Eแล้ว และ E ที่ 8 ที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ นับเป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นขั้นที่ยากที่สุดก็ว่าได้โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย 

คำว่า “ประสิทธิกาล” เป็นคำที่ผมสร้างขึ้นมา เกิดจากการรวมคำศัพท์ 2 คำ เข้าด้วยกัน ได้แก่ คำว่า “ประสิทธิ” และ คำว่า “กาล” หรือ “กาละ” โดยกาล คือ กาลเวลา คราว ครั้ง หน และเรียกเป็นคำภาษาอังกฤษที่ผมสร้างขึ้นมา คือ “Eschatonicity” ด้วยเหตุนี้ คำว่า ประสิทธิกาล จึงหมายถึง การบริหารที่สามารถเอาชนะผลแห่งกาละได้ (Beyond Temporality) ซึ่งหลักการในการบริหาร คือ การบริหารจัดการที่เน้นความคงทน ผลยั่งยืน  การอยู่ได้นาน ยืนยาวที่สุดปลายปริมณฑลกรอบเวลา จนนำไปถึงความยั่งยืนที่แท้จริง และสิ่งสำคัญที่สุดในการบริหาร คือ การทำให้ผลลัพธ์ที่เลอค่ายั่งยืนยาวนาน กล่าวคือ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องคำนึงก่อนเสมอว่า ทำแล้วไม่ได้เกิดผลดีเฉพาะกาลนี้เท่านั้น แต่ต้องมีประโยชน์ไปถึงอนาคต ข้ามกาลเวลา เพราะ สิ่งที่คงอยู่ได้หลายพันปี และปัจจุบันยังอยู่ แสดงว่ามีการออกแบบกระบวนการบางอย่าง เช่น ศาสนา ในยุคพระพุทธเจ้ามีหลายศาสนา ทว่าศาสนาจำนวนมากหายไปแต่พระพุทธศาสนายังคงอยู่ เป็นต้น 


แหล่งที่มาของภาพ : http://effectchange.com.au/wp-content/uploads/2010/07/dreamstime_13509528.jpg

ปัจจุบันเป็นโลกที่ทุกศาสตร์เชื่อมโยงถึงกัน และไม่อาจแยกออกจากกันได้ เพราะโลกปัจจุบัน เป็นโลกที่มีความซับซ้อน มากขึ้นปัจจุบันเป็นโลกที่ทุกศาสตร์เชื่อมโยงถึงกัน และไม่อาจแยกออกจากกันได้ เพราะโลกปัจจุบัน เป็นโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ความปรารถนาและเป้าหมายของมนุษย์ก็มีความซับซ้อนมากขึ้น สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ผมมองขาดว่าในอนาคต การทำสิ่งใดๆ ที่อยู่ในขอบเขตเดิมจะไปไม่ได้ไกล ผู้ที่ขี่ยอดคลื่นเท่านั้นที่จะยังคงอยู่และไปต่อได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงนำการคิดเชิงบูรณาการมารวมกับการบริหาร เกิดเป็นยุทธศาสตร์การบริหารอย่างมี “ประสิทธิเขต” (Externality) หรือที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ประสานพลังบูรณาการขยายผลลัพธ์ไปนอกขอบเขต” เป็น 1 ใน 8 ยุทธศาสตร์ที่อยู่ในยุทธศาสตร์การบริหาร 8E โมเดล


แหล่งที่มาของภาพ : http://socialventurepartners.s3-us-west-2.amazonaws.com/www.socialventurepartners.org/sites/40/2016/03/Strategic-Planning.jpg

บทความนี้ยังคงเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจากโมเดลการบริหารประสิทธิสภาพ 8E ที่ได้ดำเนินมาถึงยุทธศาสตร์ การบริหาร E ตัวที่ 6 แล้ว นั่นคือ ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อทวีคูณผลลัพธ์ที่เลอค่า หรือเรียกว่า การบริหารอย่างมีประสิทธิคูณ (Exponentiality)

 


แหล่งที่มาของภาพ : http://turkiyeegitimakademisi.com/medya/09_01_2014_00_30_1389220225.jpg

บทความตอนนี้ ผมจึงขอนำเสนอ “ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อผลลัพธ์ที่เลอค่า (Outdo Management Strategy)” หรือที่ผมเรียกว่าการบริหารอย่างมี “ประสิทธิสาร (Esthetic-Worthiness)”

ผมสร้างคำว่า “ประสิทธิสาร” ขึ้นมาจาก 2 คำ คือ ประสิทธิ+สาระ โดยคำว่า “สาระ” มาจากคำว่า “ผลสาร” อันหมายถึง แก่นสาระของผลที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เป็นแก่นสาร เป็นประโยชน์ และเมื่อรวมกับคำว่า “ประสิทธิ” แล้ว จึงหมายความว่า การทำให้สิ่งที่เป็นแก่นสาระหรือมีประโยชน์สำเร็จ ทั้งนี้สิ่งที่เป็นแก่นสาร จะต้องมีคุณค่าสูงสุดท่ามกลางสิ่งที่มีคุณค่าทั้งหลาย ซึ่งผมเรียกสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดนี้ว่า “เลอค่า”


แหล่งที่มาของภาพ : ttps://successbyyou.files.wordpress.com/2013/05/talent_assessment.png 

     เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 ผมได้มีโอกาสบรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์แรงงานไทยเพื่อประเทศไทยมีรายได้สูง” ในการสัมมนาโครงการสร้างเครือข่ายการแนะแนวอาชีพ ที่จัดโดยกองส่งเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยมองถึงภาพรวมปัญหาแรงงานไทย ยุทธศาสตร์การพัฒนาแรงงาน รวมทั้งการเตรียมพร้อมแรงานไทยเพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง


 

การวางแผนทำสิ่งใด ๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย ต้องไม่เพียงคิดว่า จะวางกลยุทธ์ไปให้ถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร แต่ต้องไปให้ถึงอย่างคุ้มค่า ทรงคุณค่า และเลอค่าอย่างยั่งยืน...


แหล่งที่มาของภาพ : http://4.bp.blogspot.com/-39KaMf818qs/VGDL1bSXPII/AAAAAAAAKQg/3uz0OpRDtro/s1600/ASEAN_map33.png

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) อย่างเป็นทางการ การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการพัฒนา ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประเด็นที่น่าสนใจ คือ AEC จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศของไทยในอนาคตอย่างไร?

เมื่อวันที่ 8-10 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปเมืองวลาดิวอสตอค (Vladivostok) ประเทศรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมงาน 2 งานคือ“Young Russia-Young ASEAN: Expanding Regional Connections, The 3rd Russia-ASEAN Youth Summit” และใน Russia-ASEAN Expert Forum ซึ่งผมได้รับเกียรติในการเป็นทั้งวิทยากรบรรยาย อาจารย์สอนนักศึกษา และตัวแทนผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากประเทศไทย เพื่อถกแถลงประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การสร้างความร่วมมือระหว่างอาเซียน-รัสเซีย ภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันและความร่วมมือรัสเซีย-ไทย เป็นต้น

     ผู้นำไม่ต้องลงไปทำเองทั้งหมด แต่ต้องรู้ว่าทั้งหมดเป็นอย่างไร ....
     ความแตกต่างระหว่างผู้นำที่ เก่ง กับ ไม่เก่ง มักจะวัดกันตรงที่ความสามารถในการหลบหลีกและรับมือกับปัญหา  ผู้นำที่เก่งจะแก้ปัญหาได้ตรงจุดเพราะวิเคราะห์สาเหตุได้แม่นยำ คาดการณ์อนาคตและวางแผนรับมือได้ทัน 
     เราคงจำได้ในยุคหนึ่ง สมาร์ทโฟนยี่ห้อ Blackberry ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในสหรัฐได้เกือบครึ่ง แต่ภายในปีเดียวหลังจากแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนในปี 2007 ส่วนแบ่งการตลาดของ Blackberry ในสหรัฐฯ ร่วงลงจากร้อยละ 44  เหลือเพียงร้อยละ 9 และหุ้นบริษัทร่วงลงไปถึงร้อยละ 70 ในเวลาแค่เพียงหนึ่งปี สาเหตุหลักมาจากการที่ จิม บาลสิลี่ (Jim Balsillie) ซีอีโอของ RIM (Research In Motion) บริษัทผู้ผลิต Blackberry ปรับตัวช้าเกินไป แทนที่จะรีบหาทางรับมือกับคู่แข่งอย่างไอโฟน ซึ่งหากวิเคราะห์และคาดการณ์ย่อมเห็นแนวโน้มการเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว แต่ซีอีโอคนนี้กลับเพิกเฉย และมัววุ่นวายอยู่กับการพยายามซื้อทีมฮ็อคกี้...ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญในเวลานั้นเลย