อนาคต

ในเดือนกันยายนที่จะมาถึงนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) ได้ร่วมกับธนาคารกลางของฟิลิปปินส์และรัฐบาลญี่ปุ่นในการจัดงานสัมมนา The Asian Seminar on Financial Literacy and Inclusion: Addressing the Upcoming Challenges ที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยในงานสัมมนานี้จะมีการอภิปรายกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับ Financial Literacy หรือความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs แรงงานอพยพ รวมทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นต้น
 
ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตั้งใจเผยแพร่สมุดปกขาว Defense of Japan 2012 ต่อสาธารณชนทั่วโลก อยากให้มีผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นถือว่าใครหรืออะไรเป็นภัยคุกคาม วิเคราะห์รายประเทศอย่างละเอียดทั้งด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ลงรายละเอียดถึงขั้นภัยคุกคามนั้นแสดงพฤติกรรมอย่างไร กี่ครั้ง ญี่ปุ่นประเมิน คาดการณ์อย่างไร พร้อมแผนเผชิญภัยคุกคามนั้น
 
สมุดปกขาว Defense of Japan 2012 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นมองประเทศที่มีศักยภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน คือ เกาหลีเหนือ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่นมองการพัฒนากำลังรบของเพื่อนบ้านอย่างหวาดระแวง ไม่เชื่อว่าเพื่อนบ้านเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสันติ
 
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางทะเลมาก เพราะสินค้าทั้งขาเข้าขาออกของญี่ปุ่นราวร้อยละ 99 อาศัยการขนส่งทางทะเล การดำรงอยู่ของชาติเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล จึงต้องรัก

     ประเทศไทยกำลังเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศความตื่นตัวในสังคมไทยเกี่ยวกับ AEC ยังมีอยู่น้อยมาก การพยายามทำความเข้าใจถึงผลกระทบของ AEC และการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC ยังจำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการเพียงบางกลุ่ม

     เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมเสวนาในงาน ? การสร้างองค์กรแห่งความสุขHappy Workplace ในยุค 3.0? ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในภาพกว้างในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งผมจะขอแบ่งปันความเห็นของผมที่ได้นำเสนอในงานดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยในบทความตอนแรกนี้เป็นเรื่องจุดอ่อนและจุดแข็งของไทยในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ AEC

การสร้างแบรนด์ให้กับประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ แนวคิดเรื่องการสร้างแบรนด์ให้ประเทศ (??Nation as a brand??) เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ.2000 ซึ่งการที่โลกมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้นในทุกด้านทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม และยังมีแนวโน้มจะเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น
 
อย่างต่อเนื่อง (ดังเห็นได้จากรายงาน KOF Index of Globalization ปี 2010 ซึ่งรวบรวมข้อมูล 208 ประเทศ ตั้งแต่ปี 1970 ? 2007 พบว่า โลกมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น) ปัจจัยนี้มีส่วนทำให้ปัจจุบันหลายประเทศในโลกหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างแบรนมากขึ้น
 
 
ที่มาของภาพ     http://aberriberri.files.wordpress.com/2010/02/nation_branding.jpg?w=500

     การแก้ปัญหาหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีความชัดเจนมากขึ้น นับตั้งแต่รัฐบาลออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาทให้ ธปท.รับผิดชอบทั้งหมด โดยกฎหมายเปิดช่องให้ ธปท.เรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำมาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯได้



ที่มาของภาพ http://www.oecd-antispam.org/wp-content/uploads/2012/01/debt-consoldiation-loans.jpg

บทความในสัปดาห์ที่แล้วผมได้วิเคราะห์ถึงปัญหาในการรับมือกับภัยพิบัติของไทย ครั้งนี้ผมอยากเสนอความคิดเห็นของผมในการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต

ที่มา http://www.globalwarmingandu.com/images/World-Worst-Natural-Disaster.jpg

ผมได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ไว้หลายประการ เช่น
 
กำหนดเป้าหมายในการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ
 

ที่มา http://www.siamintelligence.com/wp-content/uploads/2011/10/debt.jpg

ดร.วีระพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เสนอแนวคิดการขายหุ้นที่รัฐบาลถืออยู่ในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)) ให้กับกองทุนวายุภักษ์ เพื่อที่รัฐบาลจะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และทำให้หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องค้ำประกันหนี้ของทั้งสององค์กรนี้และทำให้ยอดหนี้สาธารณะลดลง

ในบทความครั้งก่อน ผมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มที่ประเทศกำลังพัฒนาหรือเศรษฐกิจเกิดใหม่จะมีขนาดเศรษฐกิจแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้ว และพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้วลดลง แต่จะพึ่งพากันและกันมากขึ้น ตลอดจนมีแนวโน้มรวมกลุ่มกันมากขึ้น ทำให้มีอำนาจต่อรองและมีบทบาทในการกำหนดระเบียบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตจะทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งโอกาสและความเสี่ยง บทความนี้ ผมจะวิเคราะห์ถึงความท้าทายและผลกระทบของระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่มีต่อประเทศไทย ดังต่อไปนี้
 
ที่มา....http://molehillsales.com/wp-content/uploads/2010/02/You-can-easily-boost-your-sales-with-these-steps.jpg

ผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง ?ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่กับประเทศไทยยุคใหม่? ในการเสวนาวิชาการเรื่องวิสัยทัศน์ใหม่ประเทศไทย พ.ศ.2555 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ผมเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงอยากนำมาแบ่งปันในบทความนี้

คอลัมน์ :  ทัศนะวิจารณ์

ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2554 กระแสการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่ม ประเทศอาหรับ ซึ่งมีผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่ารัฐบาลไม่ได้นำประโยชน์สุขมาถึงประชาชนอย่างแท้ จริง โดยกระแสนี้ได้เริ่มต้นจากตูนิเซีย ไปยังอียิปต์ ลิเบีย ซึ่งขณะนี้ มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงระหว่างรัฐและประชาชน และค่อยๆ ปะทุขึ้นในอีกหลายประเทศ