การจัดสรรผลประโยชน์

บทความก่อนหน้านี้ ผมได้กล่าวถึงผลการศึกษาที่ได้จากงานวิจัย เรื่อง ?บทบาทของรัฐมนตรี ในการลดการคอร์รัปชันภายในกระทรวง : กรณีศึกษา กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ? ซึ่งผมได้ทำการวิเคราะห์ช่องว่างของระบบป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสองประการแรกคือ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นระบบปิด และการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจค่อนข้างมาก

ในบทความนี้ ผมจะกล่าวถึงช่องว่างประการสุดท้าย คือ การกระจุกตัวของกลไกตรวจสอบในขั้นตอนแรกและขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

     กรณีที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไล่รื้อสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ป่าในอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งทำให้เจ้าของกิจการรีสอร์ตที่ถูกรื้อทำลายได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯทำเกินกว่าเหตุ และรัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการปฏิบัติงานของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในขณะที่นักอนุรักษ์และองค์กรพัฒนาเอกชนต่างออกมาสนับสนุนการดำเนินการอย่างเฉียบขาดของกรมอุทยานแห่งชาติ
 
     ในบทความนี้จะไม่กล่าวถึงประเด็นที่ว่าใครถูกหรือผิดในกรณีข้างต้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมเกิดประเด็นคำถามขึ้นว่า เราควรบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างไร แนวทางการอนุรักษ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับกรณีป่าสงวนแห่งชาติเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแล้วหรือไม่ และเราควรจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากการบุกรุกหรือเข้ายึดครองและใช้ประโยชน์ไปแล้วอย่างไร
 
     ผมได้เสนอหลักการหนึ่งในการบริหารจัดการทรัพยาก

ผมได้มีโอกาสจัดทำงานวิจัย เรื่อง ?บทบาทของรัฐมนตรี ในการลดการคอร์รัปชันภายในกระทรวง : กรณีศึกษา กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ? ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.)

ในงานวิจัยชิ้นนี้ ผมได้ศึกษารูปแบบการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และศึกษาระบบป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่มีอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าระบบหรือกลไกที่มีอยู่ได้ถูกออกแบบเพื่อป้องกันปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาการทุจริตกลับยังคงอยู่และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น คำถามคือ อะไรเป็นช่องว่างของระบบป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่มีอยู่


แหล่งที่มา : 
http://thetruthisnow.com/wp-content/uploads/2012/07/Financial-Corruption-Huge-Credit-Card-Settlement-Conceals-Fraud-Criminality.jpg

เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

นับเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ผู้นำของจีนได้ตระหนักถึงปัญหาความยากจนในประเทศ ในปี 2522 เติ้งเสี่ยวผิงได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย โดยประกาศนโยบายสร้างสังคมที่มั่งคั่ง (Xiaokang society) ที่ซึ่งพลเมืองจะสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายมากพอโดยไม่ต้องกังวลอยู่กับการดิ้นรนต่อสู้ในแต่ละวันเพื่อความอยู่รอด

แต่ดูเหมือนว่าความพยายามในการสร้างความมั่งคั่งของชนชั้นนำของจีน กลับทำให้ประเทศจีนติดกับดักของสังคมแห่งความมั่งคั่ง ดังแนวคิดของ J.K. Galbraith ในหนังสือเรื่อง ?The Affluent Society? ที่ตีพิมพ์ในปี 2501 ซึ่งเป็นบทวิพากษ์กรอบความคิดที่มุ่งสนใจการขยายตัวของ GDP และการผลิตของสหรัฐฯ โดยตั้งคำถามว่า GDP อาจไม่ทำให้คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น


แหล่งที่มาของภาพ : http://interactyx.com/wp-content/uploads/2012/04/Trap.jpg

 
ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นตั้งใจเผยแพร่สมุดปกขาว Defense of Japan 2012 ต่อสาธารณชนทั่วโลก อยากให้มีผู้อ่านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าญี่ปุ่นถือว่าใครหรืออะไรเป็นภัยคุกคาม วิเคราะห์รายประเทศอย่างละเอียดทั้งด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ลงรายละเอียดถึงขั้นภัยคุกคามนั้นแสดงพฤติกรรมอย่างไร กี่ครั้ง ญี่ปุ่นประเมิน คาดการณ์อย่างไร พร้อมแผนเผชิญภัยคุกคามนั้น
 
สมุดปกขาว Defense of Japan 2012 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นมองประเทศที่มีศักยภาพเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน คือ เกาหลีเหนือ จีน รัสเซีย ญี่ปุ่นมองการพัฒนากำลังรบของเพื่อนบ้านอย่างหวาดระแวง ไม่เชื่อว่าเพื่อนบ้านเสริมสร้างกำลังรบเพื่อสันติ
 
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางทะเลมาก เพราะสินค้าทั้งขาเข้าขาออกของญี่ปุ่นราวร้อยละ 99 อาศัยการขนส่งทางทะเล การดำรงอยู่ของชาติเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทะเล จึงต้องรัก

ในบทความครั้งที่แล้ว ผมได้วิเคราะห์ถึงความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผมได้อธิบายว่าอะไรที่เป็นจุดแข็งและอะไรคือจุดอ่อนของประเทศไทย และได้สรุปว่าเรายังขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเข้าเป็นสมาชิกของ AEC

สำหรับบทความนี้ ผมจะเสนอแนวคิดการเตรียมพร้อมของไทยในการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งผมได้นำเสนอในงานเสวนาเรื่อง  การสร้างองค์กรแห่งความสุข" Happy Workplace ในยุค 3.0? จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่

ผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง ?ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่กับประเทศไทยยุคใหม่? ในการเสวนาวิชาการเรื่องวิสัยทัศน์ใหม่ประเทศไทย พ.ศ.2555 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ผมเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต จึงอยากนำมาแบ่งปันในบทความนี้

       

  ที่มาของภาพ http://www.vcharkarn.com/uploads/150/150460.jpg 

           กระแสโลกในปัจจุบัน เราเริ่มเห็นประเทศพัฒนาแล้วหันกลับมาใช้นโยบายแทรกแซงภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จากเดิมซึ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เหมาะสมและปล่อยให้กลไกตลาดเป็นผู้ตัดสินว่าอุตสาหกรรมใดมีโอกาสที่จะเติบโต  ขณะนี้บรรดาผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกได้ประกาศชัดเจนถึงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของตน ดังตัวอย่างของประธานาธิบดีโอบามาที่ได้กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์มากขึ้น ดังนั้นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯจึงจัดสรรงบประมาณจำนวนมากเพื่อสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม  เช่น  อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน รถไฟความเร็วสูงและยานยนต์ขั้นสูง หรือตัวอย่างของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการที่จะสร้าง ?บริษัทของญี่ปุ่น? ขึ้นมาใหม่ เพื่อเชื่อมโยงธุรกิจกับรัฐให้มากขึ้น หรือกรณีของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่ประกาศว่าจะใช้นโยบายอุตสาหกรรมเชิงรุก ให้ความสำคัญกับภาคการผลิตมากขึ้น สนใจภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้นน้อยลง เป็นต้น

บทสรุปการเมืองไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าขณะนี้ฝ่ายใดจะเป็นผู้ถือครองอำนาจ และไม่ว่าอนาคตจะเลือกตั้งใหม่อีกสักกี่ครั้ง ประชาธิปไตยของไทยยังไม่พัฒนา การจะพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็งอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องตั้งอยู่บนรากฐานขององค์ประกอบหลักสำคัญประการหนึ่ง คือ การใช้อำนาจอธิปไตยในการบริหารจัดการประเทศอย่างถูกต้องดีงาม สามารถนำความสุข สงบ มาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนได้อย่างแท้จริง

          หากพิจารณาสังคมไทยในเวลานี้ การที่จะให้เกิดความปรองดอง / สมานฉันท์ ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้ความเสียสละของผู้ถืออำนาจ ที่ต้องกล้ายอมถอยออกมาจากพื้นที่แห่งอำนาจ เพื่อเปิดให้ทุกฝ่ายหันมาสมานฉันท์เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ทุกฝ่ายต้องพร้อมจะเสียสละสิ่งที่ตนต้องการ โดยมีเป้าหมายร่วม คือ เพื่อประโยชน์สุขและความสงบสุขของทุกคนในประเทศ