นักการเมืองกับนักวิชาการนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันทุกยุค ทุกสมัย แต่ในยุคนายกทักษิณ ความขัดแย้งนี้ดูจะรุนแรงเป็นพิเศษ มากกว่ายุคใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย

เริ่มต้นด้วยการที่ท่นนายกเรียกนักวิชาการที่ออกมาแนะนำการบริหารนโยบายว่า พวก ldquo;ขาประจำrdquo; ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว จนสุดท้ายหนึ่งใน ldquo;ขาประจำrdquo; ที่ท่านนายกกรุณาตั้งชื่อให้นั้น ได้ตอบแทนบุญคุณด้วยการตั้งฉายากลับให้ท่านนายกบ้างว่าเป็น ldquo;ขาโจ๋rdquo; ในระบบการเมืองไทย

ผมได้กล่าวถึงความขัดแย้งของ ldquo;ขาโจ๋rdquo; หรือนักการเมือง (ฝ่ายรัฐบาล) และ ldquo;ขาประจำrdquo; หรือนักวิชาการ ซึ่งเกิดจากเป้าหมายของนโยบายที่นำเสนอนั้นแตกต่างกัน โดยนักการเมืองมีเป้าหมายเพื่อคะแนนเสียงสูงสุด แต่นักวิชาการมีเป้าหมายเพื่อเพื่อสวัสดิการสูงสุด

ลักษณะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลนี้ คือการทำให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของบางส่วน โดยรัฐบาลยังคงอำนาจในการบริหาร แต่แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจการบริหารเพื่อประโยชน์ของประชาชน กลับทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนผู้ถือหุ้น เนื่องจากรัฐบาลและเอกชนเป็นคนเดียวกัน จึงทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้เชิญอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมาพบปะพูดคุยร่วมกันศึกษาวิจัยแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายกฯ ได้ขอให้อธิการบดีทุกคนกลับไปคิด วิจัย วิเคราะห์ โดยให้เห็นผลภายในสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 1/2549 มีมติว่าให้แต่ละมหาวิทยาลัยท

จี้ ก.ล.ต.ตรวจสอบ พ...ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีไม่รายงานการขายหุ้นชินคอร์ปในบริษัทแอมเพิลริช เช่นเดียวกับที่ ก.ล.ต.กำลังต

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและกำหนดมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ยังมีการลงทุนน้อยในประเทศ คณะทำงานดังกล่าวได้เสนอให้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้คนต่างชาติสามารถถือครองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยผ่านกลไกการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ และให้เหตุผลของข้อเสนอดังกล่าวว่าเพื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบว

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้จัดแถลงข่าว เรื่อง การตีความสัญชาติชินคอร์ป โดยผมได้ตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานที่แตกต่างกันของหน่วยราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการถือหุ้นของคนต่างด้าว เพราะการตีความเกี่ยวกับโครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทไท

จากการประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน หลังจากการปฏิเสธของนายกรัฐมนตรีที่จะร่วมลงนามในสัตยาบันที่พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 313 เพื่อให้มีคนกลางมาเป็นผู้ดำเนินการปฏิรูปการเมือง