การจัดสรรผลประโยชน์

ภายหลังการประกาศสงครามกับความยากจนของประธานาธิบดีคนที่ 36 ของสหรัฐฯ ลินดอน บี จอห์นสัน ในปี 1964 เห็นได้ชัดว่าปัญหาเรื่องความยากจนของคนในประเทศได้กลายเป็นประเด็นที่รัฐบาล ให้ความสำคัญ ซึ่งสาเหตุสำคัญของความยากจนนั้นเกิดจากปัญหาการขาดแคลนอาหารของคนในชาติและปัญหาความยากจนได้ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง จากในปี 1967 สหรัฐฯ มีระดับความยากจนสูงถึงร้อยละ 26 แต่ภายหลังการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารจึงส่งผลทำให้ระดับความยากจนลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปี 2012 ระดับความยากจนของสหรัฐฯ ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 16 โดยเป็นผลมาจากโครงการที่มีชื่อว่า โครงการแสตมป์อาหาร (Food Stamp Program) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้ริเริ่มขึ้นในสมัยประธานาธิบดี จอห์นสัน และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2014 ที่ผ่านมา นับเป็นวันครบรอบ 50 ปีของการประกาศสงครามกับความยากจน

บทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ผ่านโครงการแสตมป์อาหารถึงผลในด้านบวกและลบ ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนชาวอเมริกัน มีดังนี้

ประโยชน์ของโครงการแสตมป์อาหาร

จากบทความก่อนหน้านี้ ผมได้พิจารณาแนวคิดสำหรับปฏิรูปประเทศไทยจากนักวิชาการไทยในอเมริกา 1 ใน 15 ด้าน คือ การตั้งเพดานหนี้ที่แน่นอนเพื่อใช้ในการรักษาวินัยทางการคลัง ส่วนในบทความนี้ ผมจะพิจารณาอีกแนวคิดหนึ่ง คือ ?การออกกฎหมายให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณสมดุลเท่านั้น?

การจัดทำงบประมาณสมดุลในทางเศรษฐศาสตร์นั้นสอดคล้องตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ที่เน้นการจัดการด้านอุปทาน (Supply-side economics) และสำนักคลาสสิก (Classical economics) ที่เน้นเรื่องกลไลตลาด โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายการคลังแบบสมดุลและรัฐบาลไม่ควรไปเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด

นักเศรษฐศาสตร์ที่เน้นการจัดการด้านอุปทาน มองว่าการแทรกแซงของรัฐนั้นทำให้ตลาดล้มเหลว (Market failure) มากขึ้น หรือจากที่ไม่มีปัญหา กลับจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เนื่องจากกลไกภาครัฐนั้นล้มเหลว (Government failure) ซึ่งเป็นผลจากการมีผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น การสนับสนุนบางอุตสาหกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการทำเพื่อหวังคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง หรือมุ่งเน้นนโยบายระยะสั้นเป็นสำคัญ เป็นต้น


แหล่งที่มาของภาพ : http://www.innovationmanagement.se/wp-content/uploads/2013/02/how-to-develop-your-innovation-management-consulting-business-in-tough-times1.jpg


เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

ในบทความตอนที่ 1 ผมได้อธิบายถึงข้อวิพากษ์เกี่ยวกับการวัดโลกาภิวัตน์ใน 2 ประเด็น คือ ความไม่ชัดเจนของนิยามโลกาภิวัตน์และความไม่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างโลกาภิวัตน์กับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ และในบทความตอนนี้เป็นการอธิบายข้อวิพากษ์ในประเด็นสุดท้าย คือ "ความไม่สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาของประเทศในเอเชีย" เป็นข้อวิพากษ์ที่บอกถึงความไม่สอดคล้องของชุดตัวชี้วัดโลกาภิวัตน์อาจไม่เหมาะสำหรับใช้วัดกับทุกประเทศ ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาประเทศและบริบทของการพัฒนาแตกต่างกัน 


แหล่งที่มาของภาพ : http://khaosarnboston.com/wp-content/uploads/2013/12/woman-preparing-thai-food-at-floating-market.jpg

 

เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

ประชากรหลายล้านคนในโลกยังคงมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เนื่องจากปัญหาความยากจน การขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่ประชากรในหลายประเทศต้องเผชิญภาวะสงครามจนต้องกลายเป็นผู้อพยพ

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าสัดส่วนของประชากรที่ยากจน (ความยากจนแบบสัมบูรณ์) มีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาการกระจายรายได้กลับไม่ดีขึ้น (ความยากจนแบบสัมพัทธ์) ประชาชนส่วนหนึ่งจึงยังมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ในขณะที่สังคมไทยยังมีความเสี่ยงจากปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองที่มีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ธุรกิจกับสภาวะทางการแข่งขันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาทุกยุคทุกสมัย จึงมีความจำเป็นที่ธุรกิจต้องพัฒนากลยุทธ์การตลาดใหม่ๆเพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีพลวัตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างทันท่วงที และเพิ่มความได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้น โดยจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการเพิ่มยอดขายและผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญไปปาฐกถาในงาน Asia Pacific Research Conference (APRC Conference 2013) ที่จัดโดยสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย และได้มีโอกาสนำเสนอทิศทางการตลาดที่ในสายตาและความคิดของผม ผมวิเคราะห์แล้วและขอนำเสนอทฤษฎีใหม่ในทางการตลาดว่าจะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของธุรกิจในทศวรรษหน้า ทิศทางการตลาดทั้ง 9 ประการ มีดังนี้


แหล่งที่มาของภาพ : http://static.guim.co.uk/sys-images/Guardian/Pix/pictures/2012/7/31/1343737731879/European-Central-Bank-008.jpg

การจัดการปัญหาหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป (EU) จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ซึ่งมีประเทศที่ขอรับการช่วยเหลือทางการเงินเริ่มต้นจากประเทศ กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และไซปรัส โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2553 รัฐมนตรีคลังของสหภาพยุโรปได้อนุมัติกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินของยุโรปมูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร และประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินต้องดำเนินการตามมาตรการรัดเข็มขัด รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้การขาดดุลการคลังเกินกว่าร้อยละ 3 ของ GDP แต่ ณ ขณะนั้นประเทศกรีซมีการขาดดุลการคลังสูงถึงร้อยละ 13.6 ของ GDP

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นเหมือนภาพยนตร์เรื่องเดิมที่ฉายซ้ำแต่เปลี่ยนตัวแสดง เป็นวงจรการทำลายล้าง?คู่ขัดแย้ง"

ที่แท้จริงแล้ว ?ไม่สามารถ? ยุติได้ด้วยแรงกดดันของมวลมหาประชาชน เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มี ?มวลมหาประชาชน? ที่พร้อมออกจากบ้านมาแสดงพลังสนับสนุนในจำนวนนับล้านคนได้เช่นเดียวกัน!!

เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

ระบบสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกับหลายประเทศทั่วโลก และเป็นประเทศเดียวในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคน อีกทั้งการเข้าถึงระบบรักษาพยาบาลของประชาชนชาวสหรัฐฯ มีความเลื่อมล้ำในการได้รับบริการที่แตกต่างกันตามกรมธรรม์สุขภาพของแต่ละบุคคล ปัจจุบันชาวอเมริกันสามารถเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพผ่าน 3 ช่องทาง (คนอเมริกันส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบประกันสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง) ได้แก่ รัฐบาลเป็นผู้ประกัน บริษัทเอกชนผู้ว่าจ้างเป็นผู้ประกัน และการซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพด้วยตัวเอง

ในการสนทนา ปรึกษาหารือ เพื่อหาข้อตกลงหรือจุดยืนที่ยอมรับร่วมกัน อาจเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน การหาทางออกเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง  หรือการหาทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างเป็นเอกฉันท์ ควรใช้แนวทางที่ผมเรียกว่า อารยสนทนา หรือ การสนทนาพูดคุยกันในทุกระดับ ตั้งแต่ระหว่างคน 2 คนจนถึงสนทนาสาธารณะ มีเป้าหมายเพื่อหาข้อตกลงหรือจุดยืนที่ยอมรับร่วมกัน โดยมีหลักปรัชญาอารยะเป็นตัวกำกับ 

อารยสนทนาเป็นกระบวนการสนทนาที่มีทั้งหมด 12 ขั้นตอน  เราได้เรียนรู้ไปแล้ว 4 ขั้นตอนแรก อันได้แก่ อารยสดับ เริ่มต้นด้วยการฟังอย่างมีประสิทธิภาพ  ขั้นที่สอง อารยปุจฉา การซักถามจนเข้าใจกระจ่าง ขั้นที่สาม อารยปริทัศน์ การมีมุมมองที่เปิดกว้าง มุ่งส่วนรวมและชนะทุกฝ่าย  และเคลื่อนต่อไปสู่ขั้นตอนที่สี่ คือ อารยถกแถลง การนำมุมมองของแต่ละคน แต่ละฝ่ายที่แตกต่างกันนั้น มาร่วมกันถกแถลง