ขอเสนออย่างสร้างสรรค์

ในขั้นต่อนี้ไปตามวิสัยทัศน์ตั้งแต่เริ่มแรกปัจจุบัน สภาปัญญาสมาพันธ์ สมาคมปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ได้ร่วมมือกันพัฒนาดัชนีประสิทธิผลระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้วัดประสิทธิผลการพัฒนาเปรียบเทียบระหว่างประเทศหรือกลุ่มประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในกลุ่มอาเซียน อันจะทำให้เกิดการเรียนรู้และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น
 
การประเมินประสิทธิผลของดัชนีประสิทธิผลระหว่างประเทศ มุ่งเน้นไปที่การวัดผลลัพธ์ของการพัฒนา (outcomes) มากกว่าวิธีการพัฒนา (means) โดยทำการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายที่คาดหวัง ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ การเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) ของประชาชน การวัดที่ผลลัพธ์สามารถประเมินผลกระทบของการพัฒนาต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้โดยตรง ขณะที่การวัดวิธีการนั้นไม่อาจรับประกันว่า จะเกิดผลดีต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนหรือไม่
 

ในบทความนี้ ผมจะนำเสนอคะแนนประสิทธิผลภาพรวมของประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 4 ด้านที่เหลือ ดังต่อไปนี้

 

4. ด้านสุขภาพ (Health) แบ่งออกเป็น 2 หมวด ได้แก่

สุขภาพกาย และสุขภาพจิต ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีคะแนนประสิทธิผลสูงสุด คือ ร้อยละ 62.2 รองลงมาเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ด้วยคะแนนร้อยละ 51.7 และ 41.7 ตามลำดับ

ประเทศไทยได้คะแนนประสิทธิผลด้านสุขภาพจิตหรือระดับความสุขสูงสุดในอาเซียน ช่วงปี 2551 - 2559 ไทยมีระดับความสุขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กัมพูชาและเมียนมาร์มีระดับความสุขเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด

     ผมเห็นว่า แนวคิดดังกล่าวถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น ผมปรารถนาจะชวนคิดว่า แท้ที่จริงแล้ว อะไรคือเป้าหมายสุดท้ายของการประกอบการ?รงจูงใจที่ดีงามของการประกอบการคืออะไร? และการประกอบการที่ดีหมายถึงอะไร?
     ในความเห็นของผม การประกอบการไม่ใช่เพียง การบุกเบิกก่อตั้งกิจการ การสร้างสินค้าใหม่ๆ หรือการบริหารจัดการกิจการ ผมขอให้นิยาม “การประกอบการ (Entrepreneurship)” สั้นๆ ว่า “การทำความฝัน ให้เป็นความจริงและยั่งยืน” กล่าวคือ มีความฝันหรือเป้าหมายที่มีคุณค่า มุ่งมั่นลงมือทำสร้างงาน สร้างคน สร้างองค์การ โดยไม่ย่อท้อ ผลักดันจนสำเร็จและสำเร็จอย่างยั่งยืน 
     บทความนี้ ผมจึงขอนำเสนอวิธีการพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการที่ดีเลิศ ดังต่อไปนี้

ปัจจุบันสัดส่วนกำลังแรงงานภาคบริการในประเทศต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานในภาคเกษตรของประเทศรายได้สูงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยภาคบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง

 

การศึกษาพบว่า ภาคบริการมีมูลค่าเพิ่ม (value added) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคบริการ ทำให้ประเทศสามารถจัดการให้ต้นทุนอยู่ในระดับต่ำ ได้ง่ายกว่าภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น การขายความพึงพอใจ รสนิยม และบรรยากาศแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่ออัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น

 

การขยายตัวของภาคบริการยังส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะในภาคธนาคารและภาคการท่องเที่ยว อาทิ เมื่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้อุปสงค์ต่อสินค้าและบริการภายในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ภาคธนาคารมีผลสร้างความมั่งคงของธุรกิจด้วยการแปลงกำไรเป็นสินทรัพย์สะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในอดีต โลกมีความซับซ้อนน้อย กล่าวคือ มีความหลากหลายและการพึ่งพาอาศัยกันน้อย เพราะประชากรยังมีไม่มาก ความตื่นตัวทางการเมืองต่ำ
โลกยังไม่เชื่อมโยงกันมากนัก เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่พัฒนาทำให้ข้อมูลเดินทางช้า นวัตกรรมที่สร้างการเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นน้อย การเคลื่อนย้ายทุนต่างๆ ยังไม่เสรี และการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศไม่รุนแรง
 
ในโลกที่ไม่ซับซ้อน ยุทธศาสตร์การพัฒนาบางประการของรัฐยังคงใช้ได้ผล เช่น การรวมศูนย์พัฒนาและการตัดสินใจจากส่วนกลาง (Centralization) การที่ภาครัฐเป็นแกนนำในการพัฒนา (Public sector – led development) การใช้นโยบายเดียวกับคนทุกกลุ่ม (One-size-fits-all strategy) หรือการกำหนดนโยบายจากมุมมองภายในประเทศ (Inward Looking Strategy)

คอร์รัปชันเป็นตัวชี้วัดด้านหนึ่งของการขาดคุณธรรมในสังคมไทย จากการสำรวจสถานการณ์คุณธรรมของสังคมไทย โดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ซึ่งได้ถามถึงปัญหาวิกฤตทางคุณธรรมที่มีความรุนแรงในสังคมไทย ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า ประเด็นที่วิกฤตมากที่สุด คือ ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่น รองลงมา คือ ปัญหาขาดความสามัคคีและความขัดแย้งในสังคม และอันดับสาม คือ ปัญหาขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
แม้จะมีการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ผมมองว่า ลึกๆ แล้ว ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตและคอร์รัปชั่น นับเป็นปัญหาใหญ่ที่คนในสังคมไทยยังยอมรับได้ หากตนเองหรือพวกพ้องยังได้ประโยชน์อยู่
 
         ตลอดปี 2559 มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit การก่อการร้ายในยุโรปอย่างต่อเนื่องความขัดแย้งทะเลจีนใต้ ปรากฏการณ์โรดริโก ดูเตอร์เตแห่งฟิลิปปินส์ เป็นต้น

         จากการสังเกตและวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ผมมองเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางประการที่จะเกิดขึ้นหรือเป็นกระแสของโลกหรือของหลายประเทศในปีที่กำลังจะมาถึง

“Trumponomics” หรือแนวนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การบริหารประเทศ ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคำที่หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งได้สร้างความกังวลใจอย่างมากให้กับหลายฝ่าย ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

 

Trumponomics สะท้อนให้เห็นถึงแนวนโยบายกีดกันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็น นโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การถอนตัวจาก ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) การปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งนโยบายลดภาษีเงินได้และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อประกอบกับการสังเกตเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ผมจึงได้วิเคราะห์ต่อไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญบางประการที่กำลังจะเกิดขึ้น และจะกลายเป็นกระแสของโลกและของหลายประเทศในอนาคตอันใกล้ ผมมีข้อสังเกตว่า ลัทธิชาตินิยม (Nationalism) และลัทธิปกป้อง (Protectionism) กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว

4. หลักการ คือ หลักสาระสำคัญในการดำเนินการ หลักความจริงทั่วไป กฎเกณฑ์ ความรู้ หรือความคิดรวบยอดทั่วไปที่ใช้เป็นพื้นฐานของการกระทำ หรือความประพฤติที่เป็นรูปธรรม หลักการสามารถประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติได้ โดยหลักการในการพัฒนามหานครเพื่อผลประโยชน์ของชาติ เช่น

4.1 หลักการวางแผนภาพกว้างภาพใหญ่จากส่วนกลาง หลักการนี้สอดคล้องกับเหตุและผลที่ผมได้อธิบายในส่วนของหลักวิชา คือ เชื่อว่าในกรณีประเทศไทย ควรให้รัฐเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาโดยคำนึงรับฟังทุกภาคส่วน

4.2 หลักการมีส่วนร่วมตลอดทาง คือ การพัฒนาให้เกิดมหานครนั้น ไม่สามารถเกิดได้โดยรัฐฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนอย่างจริงใจและแท้จริงไม่จัดฉาก และไม่เพียงการร่วมมือกับเอกชนเท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกันทั้ง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน หรือที่ผมเรียกว่า รัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ