เราต้องอยู่กับวงจรโควิด-19 ราว 2 ปี นั่นคือ อีกนานราว 18 เดือน หรือจนกว่าการพัฒนาวัคซีนจะสำเร็จ ...

ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาและระบาดวิทยา ต่างให้ข้อมูลตรงกันว่า การพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12-18 เดือน

ในมุมมองของผม ระหว่างที่รอการพัฒนาวัคซีนให้สำเร็จและใช้ได้ทั่วโลก เราจำเป็นต้องยอมคลายการล็อกดาวน์ ให้คนในสังคมกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติให้มากที่สุด ตราบไม่ทำให้การระบาดรุนแรงอีก โดยมุ่งให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เคยหยุดต้องเริ่มเปิดให้ดำเนินต่อไปได้บ้าง การรณรงค์ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ ไม่สามารถทำได้หลาย ๆ เดือน เพราะเศรษฐกิจจะเสียหายหนักเกินกว่าจะให้คนส่วนใหญ่อยู่รอดได้

คำถาม คือ ในระหว่างที่รอวัคซีน เราจะอยู่อย่างไรจึงปลอดภัยจากโควิด และใช้ชีวิตอย่างปกติได้มากที่สุด?

ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถหาคำตอบ ให้กับ 4 คำถามในประเด็นสำคัญต่อไปนี้ จะช่วยให้เราอยู่อย่างปลอดภัยจากโควิด และใช้ชีวิตอย่างปกติได้มากขึ้น

การตัดสินใจ เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ต้องพัฒนาฝึกฝนให้ถูกต้องและแม่นยำ เพราะมนุษย์ต้องทำการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดอย่างการตัดสินใจว่าจะรับประทานอะไรจนถึงเรื่องใหญ่ที่สุด เช่น การบริหารองค์กร หรือบริหารประเทศ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ มักเกิดขึ้นจากสาเหตุหลัก  3 ประการ ได้แก่

  • การทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ และมองเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก
  • ข้อสมมติ (assumption) ที่ยึดถือ ไม่สมจริง หรือเป็นการสมมติไปเอง
  • การเอาความเห็นแก่ตนหรือความสะดวกของตนเป็นที่ตั้ง

ผมตกผลึกทางความคิดและวิเคราะห์ได้ว่า การเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการตัดสินใจ เพื่อให้มีการตัดสินใจที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนจากความคิด คือ ต้องคิดให้ได้ 4 ทิศ ประกอบด้วย คิดเป็น คิดดี คิดบวก คิดครบ โดยต้องพยายามหาข้อมูลและความรู้เพื่อที่จะเห็นทางเลือกได้ทั้งหมด รวมถึงการมี objective function ที่ตรงกันระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับชุมชนหรือสังคม และชุมชนกับชุมชน นอกจากนี้ ภูมิหลังและข้อจำกัดในชีวิตแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน 

“ผู้เขียนขอเสนอการสร้างบุคลากรด้านนวัตกรรมที่ครอบคลุม 17 ปัจจัย โดยตั้งชื่อว่า STEMMAD-CINDERELLA ซึ่งมีความเชื่อว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรมได้ตามต้องการ ย่อมเป็นคานงัดที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการสร้างชาติ”
 
ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนานวัตกรรม ต้องอาศัยปัจจัยในหลายด้าน การสร้างบุคลากรเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ การสร้างบุคลากรด้านนวัตกรรม ผมได้เสนอ 17 ปัจจัย ที่เป็นกลุ่มความรู้ความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ผมตั้งชื่อว่า STEMMAD-CINDERELLA ประกอบด้วย
 

การจัดระเบียบโลกในอนาคต (Future World Order) ด้วยการพัฒนาโลกาภิวัตน์แบบร่วมมือ 8 รูปแบบจะเป็นระเบียบโลกที่ความมั่งคั่งกระจายทั่วถึงทุกคนมากขึ้น เกิดระบบเศรษฐกิจที่ออกแบบเพื่อทุกคนมากขึ้น เป็นธรรมมากขึ้น และยังคงทำให้เกิดความมั่งคั่งได้

โลกอยู่ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น นับเป็นความท้าทายต่อภาครัฐในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะระบบภาครัฐแบบดั้งเดิมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ทั้งสายการบังคับบัญชาที่ยาว การยึดกฎระเบียบมากเกินไป การทำงานแบบแยกส่วน ขาดการมีส่วนร่วมของพลเมือง เน้นนโยบายระยะสั้น และไม่ให้น้ำหนักกับการตอบโจทย์สังคม จากการศึกษาวิจัยและการคิดมาตลอดชีวิต ผมได้ตกผลึกทางความคิดว่า ระบบที่ดี คือ ระบบที่จะทำให้คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัว ในทางตรงกันข้าม ระบบที่ชั่ว คือ ระบบที่จะทำให้คนดีทำชั่วโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเราไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ และจะมีต้นทุนสูงมากในการควบคุมมิให้คนชั่วไปสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นและส่วนรวม

อย่างไรก็ดี ระบบที่ดีจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบ (System Design) อย่างมีเหตุผลและรอบคอบ แต่การออกแบบระบบที่ดีจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ต่อเมื่อมีระบบออกแบบ (Design System) ที่มีการจัดองค์ประกอบต่างๆ ที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าประสงค์ได้

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2018 ผมในฐานะประธานสถาบันการสร้างชาติ ได้กล่าวปาฐกถาในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติว่าด้วยการสร้างชาติ ครั้งที่ 2 (ICNB 2018) ในหัวข้อเรื่อง “นวัตกรรมยุทธศาสตร์การพัฒนาชนบทเพื่อการสร้างชาติ”

ผมได้อธิบายถึงความหมายของการพัฒนาชนบทว่า ไม่ได้หมายความเพียง การทำให้ชนบทกลายเป็นเมืองเท่านั้น และไม่ได้หมายความว่า ต้องดำรงสภาพความเป็นชนบทเอาไว้เสมอไป แต่หมายรวมความทั้งการพัฒนาให้ชนบทเจริญขึ้น และการทำให้กลายเป็นเมือง โดยมี 3 เส้นทางการพัฒนา คือ พัฒนาชนบทให้เป็นชนบทที่พัฒนาแล้ว พัฒนาชนบทเป็นเมืองใหม่ และเชื่อมโยงชนบทเข้ากับเมืองที่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี การพัฒนาชนบทมีข้อจำกัด หรือความขัดแย้งของเป้าหมายหรือทางเลือกในการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ 1) การขยายตัวมักสวนทางกับความเท่าเทียม 2) แนวทางความสำเร็จในบางชุมชน เมื่อนำไปดำเนินการทั้งประเทศอาจล้มเหลว 3) ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ และ 4) แนวทางการพัฒนาที่รัฐนำ ชุมชนนำ หรือตลาดนำ ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน

บทความที่ผ่านมา ผมได้กล่าวถึงสัญญาณของสงครามอภิมหาอำนาจ (hegemonic war) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ในบทความนี้ ผมจะกล่าวถึงอีก 5 แนวรบ ดังต่อไปนี้

  1. สงครามทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relation War)

ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้ประกาศแนวนโยบาย “America First” ทำให้สหรัฐฯ ลดบทบาทการเป็นผู้นำของโลกเสรี จากการถอนตัวออกจากข้อตกลงTPP ข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและข้อตกลงปารีส

จีนจึงฉวยโอกาสแสดงบทบาทผู้นำโลกแทนสหรัฐฯ โดยการประกาศการลงทุนในพลังงานทดแทน การยืนยันเปิดประตูทางเศรษฐกิจ และการสานต่อข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ

จีนยังพยายามขยายเขตอิทธิพล โดยการสร้างความสัมพันธ์หรืออำนาจละมุน (soft power) ผ่านความร่วมมือต่างๆ เช่น ความริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (BRI) ซึ่งสามารถดึงความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ได้ถึง 134 ประเทศ

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศจีนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงมาก ทำให้จีนก้าวขึ้นมาท้าทายสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจเดิม โดยมีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ ภายในปี 2030

หากพิจารณาสถานการณ์โลกด้วยแนวคิด “วัฏจักรอภิมหาอำนาจ” (Hegemonic cycle) ซึ่งอธิบาย 5 กระบวนการของการเป็นอภิมหาอำนาจโลก อันประกอบด้วย การเกิดขึ้นของอภิมหาอำนาจ การฟื้นฟูและขยายตัวของประเทศอื่น การก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งขันของอภิมหาอำนาจ การท้าทายต่ออภิมหาอำนาจ และสงครามระหว่างอภิมหาอำนาจ (hegemonic wars) อาจกล่าวได้ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สงครามอภิมหาอำนาจ

ปัจจุบัน เราเริ่มเห็นสัญญาณของสงครามอภิมหาอำนาจแล้ว ซึ่งสงครามในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การใช้กำลังทหารเข้าห้ำหั่นกันเท่านั้น แต่สงครามระหว่างสหรัฐฯและจีนที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น จะปรากฏในหลากหลายรูปแบบ

จากบทความที่แล้ว ผมได้นำเสนอพฤติกรรมและลักษณะเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ 2 ลักษณะ จากประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอ โดยเฉพาะในสถาบันการสร้างชาติ  ในครั้งนี้ ผมจะนำเสนออีก 2 ลักษณะที่สำคัญ ที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ เพื่อความสำเร็จในการสร้างผู้นำรุ่นต่อไป ดังต่อไปนี้ หมดเวลาสำหรับโรงเรียนแบบเก่าที่เน้น ‘ทางลัด’ มากกว่า ‘สอนคิด’   โรงเรียนหรือสถาบันการสร้างผู้นำแบบเก่า ส่วนมากจะมุ่งเน้นไปที่การให้คำแนะนำที่เรียกว่า ‘ทางลัด’ หรือเป็นลักษณะ ‘How to’ ผมมองว่าวิธีการแบบนี้ จะไม่เป็นประโยชน์ในระยะยาวทั้งต่อตัวคนรุ่นใหม่และองค์กร ถึงแม้ว่าทางลัดบางประการจะได้ชื่อว่าเป็นทางออกที่ชาญฉลาดและดูน่าเชื่อถือก็ตาม

ผมมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อและสำนักข่าวของมาเลเซียหลายครั้งนับตั้งแต่ต้นปี หนึ่งในนั้น คือ การให้สัมภาษณ์ทางวิทยุคลื่น BFM 89.9 The Business Station เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 เกี่ยวกับการสร้างผู้นำภาคธุรกิจรุ่นใหม่เพื่อขับเคลื่อนการสร้างชาติในอนาคต อันเป็นประเด็นที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญสำหรับการทำงานในยุคนี้

เป็นที่ทราบกันดีว่า อนาคตของประเทศจะอยู่ในมือของเด็กและเยาวชน เช่นเดียวกับอนาคตของธุรกิจย่อมอยู่ในมือของผู้นำรุ่นใหม่ นั่นคือ คนรุ่นมิลเลนเนียล หรือที่รู้จักกันดีชื่อว่า คน Gen Y ที่กำลังจะเป็นกำลังหลักในการทำงานและการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่ถึง 10 ปี คนรุ่นมิลเลนเนียลจะเข้ามามีบทบาทในทุกตำแหน่งงาน และเข้าแทนที่คนทุกเจนเนอเรชั่น