อนาคต

 
จากข้อมูลในรายงานวิจัยเรื่องดัชนีชี้วัดคลังสมองทั่วโลก ประจำปี 2014 (2014 Think-Tank Index Report)ของ The Lauder Institute แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย พบว่า มีจำนวนคลังสมอง (Think-Tank) ทั่วโลกทั้งสิ้น 6,681 แห่ง แบ่งเป็นที่ทวีปอเมริกาเหนือ 1,989 แห่ง ทวีปยุโรป 1,822 แห่ง ทวีปเอเชีย 1,106 แห่ง ทวีปอเมริกากลาง-ใต้ 674 แห่ง ทวีปตะวันออกกลาง-เหนือ 521 แห่ง ทวีปแอฟริกา-ซับ ซาฮารา 467 แห่ง และทวีปโอเชียเนีย 39 แห่ง เมื่อเรียงลำดับจำนวนคลังสมองของแต่ละประเทศ พบว่า ประเทศที่มีจำนวนคลังสมองมากที่สุด คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีจำนวนทั้งสิ้น 1,830 แห่ง รองลงมาคือ ประเทศจีนและประเทศอังกฤษ มีคลังสมอง 429 และ 287 แห่งตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่มีจำนวนคลังสมอง 100-199 แห่ง อีก 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศเยอรมนี อินเดีย ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนประเทศที่เหลือมีจำนวนคลังสมองต่ำกว่า 100 แห่งทั้งสิ้น 

ผู้เขียนได้เห็นสรุปสถิติการฆ่าตัวตายปี 2557  ผ่านทางรายการข่าวเมื่อช่วงเดือนธ.ค.ปี 2557 ที่ผ่านมา  ในข่าวบอกว่ามีสถิติเด็ก อายุ 13 ปี ฆ่าตัวตายด้วยทำให้รู้สึกสะเทือนใจ ว่าทำไมเด็กอายุน้อยขนาดนี้จึงคิดฆ่าตัวตาย หรือเด็กขนาดนี้มีปัญหาชีวิตมากจนไม่สามารถแก้ไขได้  จึงได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าตัวตายและทราบว่า  ?เรื่องการฆ่าตัวตาย?  กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกให้ความสนใจและ  *WHO ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 10 กันยายนของทุกปีเป็น "วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก" (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) มี ?ดอกสะมาเรีย? เป็นสัญลักษณ์การป้องกันการฆ่าตัวตายของประเทศไทย ในปีนี้ รณรงค์ภายใต้แนวคิด ?ทั่วโลกประสานใจ ป้องกันการฆ่าตัวตาย? ซึ่งองค์การอนามัยโลกประมาณการว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายมากกว่า 800,000 ราย หรือ เฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 40 วินาที คาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะมีคนเสียชีวิตถึง 1.53 ล้านคน จึงกำหนดให้ประเทศสมาชิกร่วมแก้ไขปัญหาและลดอัตราการฆ่าตัวตายลงให้ได้ถึงร้อยละ 10 โดยประเทศไทยในปี 2556 พบผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 3,900 รายต่อปี คิดเป็นอัตรา 6.08 คนต่อประชากรแสนคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 328 คน หรือวันละ 10-12 คน คิดเป็นทุก 2 ชั่วโมงมีคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน*
 
ประเทศยากจนที่สามารถพัฒนาตัวเองจนเป็นประเทศรายได้สูงในโลกนี้มีอยู่หลายประเทศ เกาหลีใต้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีความน่าสนใจและถือว่าเป็นบทเรียนที่ดีให้กับประเทศไทย
 
เกาหลีใต้ต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่ย่ำแย่ภายหลังสงครามเกาหลีในช่วงปี ค.ศ.1950-1953 ดังนั้น นอกจากการรอรับการช่วยเหลือจากต่างประเทศรัฐบาลเกาหลีจึงมีความพยายามที่จะลดปัญหาความยากไร้ภายในประเทศผ่านการสนับสนุนให้ประชาชนทำอาชีพเกษตรกรรมและผลักดันให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนผลิตสินค้าภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งนี้การที่เกาหลีใต้ได้รับการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจลดลงภายหลังจากที่สภาพเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มเติบโตที่มากยิ่งขึ้นประกอบกับการลงทุนในภาคเกษตรกรรมไม่เหมาะสมแก่บริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไปการวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ในทศวรรษที่ 1960 จึงเกิดขึ้นและส่งผลทำให้ประเทศเกาหลีใต้สามารถเปลี่ยนผ่านเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในเวลาต่อมาในปี 1995 (รายได้เฉลี่ยต่อหัวคือ 12,403 ดอลลาร์สหรัฐ)

 
ประเทศฟินแลนด์มีการเน้นย้ำในเรื่องการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจมหภาคและวัฏจักรเศรษฐกิจ วางบทบาทของธนาคารแห่งประเทศอย่างชัดเจนประเทศเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง (middle-income country) เป็นประเทศที่ได้เดินทางมาครึ่งหนึ่งของการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง แต่ครึ่งทางของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ประเทศไทยได้ติดอยู่ที่ครึ่งทางนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษแล้ว ขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องก้าวให้พ้นสภาวะของการติดกับดัก (trap) เพื่อไปให้ถึงจุดหมายการเป็นประเทศเศรษฐกิจรายได้สูง สิ่งสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินหน้าและหลุดพ้นจากกับดักนี้ คือ การค้นพบปัจจัยขับเคลื่อน ภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผลของแต่ละช่วงเวลา

 
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาในการประชุมเรื่อง "Ideas at the confluence of Energy, Economy and Environment"ซึ่งเป็นการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศภูฏานในอนาคต จัดโดย QED Group, Friedrich Naumann Foundation และ Bhutan Ecological Society ณ เมืองทิมพู ประเทศภูฏาน
 
ประเด็นหนึ่งที่ผมให้ความสนใจมาก เกี่ยวกับประเทศนี้เรื่อยมา คือ การที่ภูฏาน เป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ใช้ "ความสุขมวลรวมประชาชาติ" หรือ Gross National Happiness (GNH) เป็นดัชนีวัดความเจริญของประเทศมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นที่นิยมชมชอบไปทั่วโลก
student-bag
 
จำเป็นต้องหนัก??.เพราะหนังสือมันเยอะ !
น่าเห็นใจจริงๆครับสำหรับเด็กนักเรียนไทยสมัยนี้  ที่ต้องหิ้วกระเป๋าหนังสือหนัก (มาก) ทั้งๆที่ขนาดตัวเด็กบางคนก็เล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับระดับชั้นที่นักเรียนอยู่  จำได้ว่าสมัยก่อนเราก็เคยเห็นภาพเด็กนักเรียนใช้กระเป๋านักเรียนแบบหิ้ว   และเด็กก็จะหิ้วกระเป๋าเดินตัวเอียงกันเป็นแถว  ส่งผลให้บางคนเดินไหล่เอียงจนโตเป็นผู้ใหญ่ก็มี
 
จากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จย่าที่ได้ทรงนำเป้หนังสือจากต่างประเทศมามอบให้กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนายชวน หลีกภัยนำมาปรับใช้กับเด็กนักเรียนไทย เราจึงได้เห็นเด็กสมัยนี้ใช้เป้แทนกระเป๋านักเรียนในอดีต แต่ก็ไม่วายยังมีปัญหากระเป๋านักเรียนก็ยังคง?หนักถึงหนักมากอยู่เหมือนเดิม
 
ในการเปิดประชาคมอาเซียนที่จะเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2558 นั้น ประเทศไทยต้องการกำลังคนรุ่นใหม่ที่มิใช่เป็นเพียงแต่เป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับสูง (ซึ่งคุณภาพการศึกษานั้นอาจได้มาตรฐานหรือตกหล่นจากมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ) หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญด้านภาษาเท่านั้น แต่คุณลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่จะนำมาสู่การเป็นผู้นำอย่างได้เปรียบในการเปิดเสรีเวทีการค้าระดับภูมิภาคที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ ได้แก่ คุณลักษณะแห่งการเป็น ?นักคิดริเริ่มสร้างสรรค์?
อนาคตเป็นของผู้ที่มีความพร้อมมากกว่าเสมอ ผู้ที่มี ?ความคิดริเริ่ม? และมีความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ย่อมมีโอกาสก้าวไปก่อน ก้าวไปไกล ก้าวไปสู่อนาคต ที่ประสบความสำเร็จได้มากกว่า
ในทางตรงกันข้ามหากผู้นำหรือประชาชนในชาติ มีอุปนิสัยที่เรื่อย ๆ เฉื่อยชา พึงพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ รักษาระบบแบบอนุรักษ์นิยม ไม่คิดจะริเริ่มเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีกว่าด้วยตนเอง หากไม่มีใครสั่งหรือไม่มีสถานการณ์บีบบังคับ ย่อมเป็นการยากที่จะปรับตัวเข้ากับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยากที่จะไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ที่วางไว้เป็นแน่
 
กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน
 
มีการคาดการณ์ว่าจำนวนมหาเศรษฐีในจีน จะเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 80 ซึ่งเติบโตเป็นไปในทิศทางเดียวกับอินเดียผมได้นำเสนอเกี่ยวกับแนวโน้มของโลกไปแล้วหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา บทความนี้เป็นอีกตอนหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอแนวโน้มของโลกในอนาคตเพิ่มเติมในประเด็นเกี่ยวกับมหาเศรษฐีบนโลกทั้งในบริบทปัจจุบัน และในทศวรรษข้างหน้าว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร และประเทศไทยสามารถเรียนรู้สิ่งใดบ้างจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

 
งานวันนี้
ปีที่ 16 ฉบับที่ 714 วันที่  25 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2557
 
เมื่อเดือนตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มีข่าวช็อควงการนักลงทุนข่าวหนึ่ง นั่นคือ ข่าววอร์เร็น บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชื่อดัง นักลงทุนชื่อก้องโลก และซีอีโอแห่งบริษัท ?เบิร์กไชร์ แฮธาเวย์? ชาวอเมริกัน ต้องสูญเงินมหาศาลถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64,665 ล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน เนื่องจากการเก็งกำไรผิดพลาด ในหุ้นบริษัทดัง 2 บริษัท ได้แก่ "ไอบีเอ็ม" และ "โค้ก"
 
แหล่งข่าวในวอลล์สตรีทเผยว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้บัฟเฟตต์ ต้องสูญเงินมหาศาลเกิดจากปัญหาการปรับพอร์ตลงทุนในระยะหลังของเขาที่เน้น ?การลงทุนกระจุกตัว? ในหุ้นของ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ คือ ไอบีเอ็ม, โคคา-โคลา, อเมริกัน เอ็กซ์เพรส และเวลล์ส ฟาร์โก มากเกินไป เพราะคาดการณ์ไปว่า จะได้กำไรอย่างแน่นอน จากผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้ ในช่วงสิ้นไตรมาสสาม  แทนที่จะเลือกปรับพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยง....แต่เขาคาดการณ์ผิด!!
 
นิตยสารแม่และเด็ก
คอลัมน์ ครอบครัวสุขสันต์
 
ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินชีวิตโดยยึดตามกระแสสังคม อารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาต่อสิ่งเร้าที่มายั่วยวน จนขาดการยับยั้งชั่งใจ ส่งผลต่อการตอบสนองที่ผิดพลาดและเกิดผลเชิงลบทั้งต่อตนเองและสังคมในภาพรวมตามมาอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น การชิงสุกก่อนห่าม ตั้งครรภ์ในวัยเรียน เนื่องจากไม่สามารถทนต่อแรงดึงดูดทางเพศได้ ? นักศึกษาขายบริการทางเพศเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เนื่องจากไม่สามารถบังคับใจตนเองให้ทนต่อความต้องการอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น ? นักเรียนต่างสถาบันยกพวกตีกัน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธแค้นที่อีกฝ่ายมาพูดจาดูถูกฝ่ายตน  ฯลฯ
 
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนการขาดความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ การประเมินสิ่งผิดสิ่งถูก การเห็นแก่ความสุขระยะสั้น จนละเลยผลร้ายในระยะยาวที่ตามมา หรือเรียกว่า ขาดความสามารถในการบังคับตนเอง