ขอเสนออย่างสร้างสรรค์

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเสวนา"การจัดการด้าน Supply Chain และ Logistics เพื่อเตรียมพร้อมรองรับประชาคมอาเซียน"ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ภายใต้หัวข้อบรรยายเรื่อง "Global Trend 2050 (แนวโน้มโลกปี 2050)" ซึ่งผมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในปี 2050 บทความนี้จะกล่าวถึงสิ่งที่ผมได้นำเสนอไปในงานเสวนาดังกล่าว โดยในตอนแรกจะกล่าวถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลกในปี 2050 ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ส่งผลอย่างไรต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดและทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เมื่อดูจากการคาดการณ์จำนวนประชากรโลกปี 2050 พบว่า จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้น 38% จาก 6.9 พันล้านคน เป็น 9.6 พันล้านคน โดยประชากรจะมีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นอย่างน้อย 9 ปี ประชากรอายุ 15-64 ปีจะเพิ่มขึ้น 33% ในขณะที่ประชากรอายุมากกว่า 65 ปีคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 181% ดังนั้น หากพิจารณาแนวโน้มดังกล่าวประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากหลากหลายปัจจัย จะเห็นได้ว่าการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันได้แก่ อาหาร น้ำ และพลังงาน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรมนุษย์วัยแรงงาน จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ

 ถ้ามีคนพูดกับคุณแบบนี้....จะรู้สึกอย่างไร?

คิดได้เท่านี้หรือ ผมว่าเด็กประถมยังคิดได้ดีกว่าเลย..

หน้าตาแบบนี้ ทำงานเบื้องหลัง แบบไม่ต้องเจอผู้คนน่าจะดีกว่านะ

ประสบการณ์ก็น้อย แถมไม่จบเมืองนอก ยังคิดจะรับงานใหญ่ ..ไม่ประเมินตัวเองเลย!!

เมื่อใครมาพูดกับเราทำนองนี้ ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงการดูหมิ่น เยาะเย้ย ไม่ได้แสดงความจริงใจ เราย่อมรู้สึกได้ทันทีว่า กำลังถูก "ดูถูก"

เป็นความจริงที่ว่า ไม่มีใครชอบถูกคนอื่น ดูถูกดูแคลน ดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือพูดถึงจุดอ่อน ปมด้อย กล่าวหาว่า เราไม่มีความสามารถ ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยไม่ได้ออกมาจากความปรารถนาดี เพียงต้องการ ?กด?เราให้ต่ำลง ด้อยลง สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองลง

ในทางกลับกัน แม้คนส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่า การดูถูกเป็นสิ่งไม่ดี แต่เพราะเหตุใด คนส่วนใหญ่ยัง "ชอบ" ที่จะ "ดูถูก" คนอื่น ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

นี่..เห็นไหม ผลงานจากไอเดียฉันล้วน ๆ
ดีนะที่ไม่ฟังความคิดของพวกเธอ

ผมทำคนเดียวได้..บอกตรง ๆ ผมไม่ไว้ใจเด็กใหม่พวกนี้

ผมยืนยันว่า จะต้องทำแบบนี้ ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็คงร่วมทีมกันไม่ได้!!?

ลองสำรวจดูว่า คำพูดประมาณนี้เคยออกมาจากปากเราหรือไม่?...

ถ้าเคย...หรือแม้ไม่เคยพูด แต่อาจเคยมีความรู้สึกแบบนี้ในใจ เช่น ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ หรือ มั่นใจตัวเองสูงมาก ๆ ว่า เราคนเดียวทำได้ และทำได้ดีกว่าด้วย หรือถ้าหนักกว่านั้นคือ ชอบทำดี เด่น ดัง กว่าคนอื่น ๆ ฯลฯ ถ้ามีอาการเช่นนี้ แสดงว่า เรามีปัญหา "อีโก้" ที่ต้องแก้ไขแล้ว!!

อีโก้ (ego) หรือ อัตตา มาจากรากศัพท์ภาษากรีก?????(อ่านว่า อีโก้)หมายถึง "ฉัน" (I)คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายถึง ตัวตน หรือ อัตลักษณ์ของบุคคล เป็นตัวตนที่คิดว่า "เราเป็น" ซึ่งอาจจะเป็นหรือไม่ได้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็ได้

เตือนไม่เคยฟังเลย ความหวังดีของเราสูญเปล่าจริง ๆ
เบื่อจริง ๆ ไม่อยากร่วมงานกับนายคนนี้เลย คุยโต โอ้อวดตลอด
ดึงดันจะเอาความคิดตัวเองอยู่นั่นแหละ ขอเปลี่ยนทีมได้ไหม?
 
     ในการทำงาน เราอาจเลือกงานได้ แต่ไม่อาจเลือกเพื่อนร่วมงานได้ ดังนั้น จึงมีโอกาสร่วมงานกับเพื่อนที่ไม่ถูกใจ แบบในลักษณะข้างต้นที่ทำให้เรารำคาญ หมั่นไส้ เบื่อหน่าย หงุดหงิด เครียด และทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างราบรื่น 
     หากเราต้องปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่มี ?อีโก้สูง?


แหล่งที่มาของภาพ : http://static6.businessinsider.com/image/4df8daf14bd7c86642280000/hate-keeping-gmail-contacts-in-order-this-plug-in-scans-signatures-to-automate-the-busy-work.jpg

โต๊ะทำงาน..โล่ง หรือ รก ดีกว่ากัน?

จากคำถามข้างต้น คนส่วนใหญ่คงจะตอบว่า โต๊ะทำงานที่ โล่ง น่าจะดีกว่ารก เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกว่าน่านั่งทำงานมากกว่าแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสะอาดและมีวินัยของเจ้าของโต๊ะ อีกทั้ง ทำให้คนอื่น ๆ ที่มองมารู้สึกสบายตามากกว่าโต๊ะที่รกรุงรัง เต็มไปด้วยสิ่งของที่ไม่ได้จัดระเบียบ

องค์กรต่าง ๆ จึงมักนิยมให้พนักงานทำจัดโต๊ะให้สะอาด ให้วางเฉพาะของที่จำเป็น และจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยให้มีการทำ 5 ส.เป็นประจำ

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

การปรับตัวเพื่อรับมือกับปริมาณอาหารที่ถูกทิ้ง (Food Waste) ของรัฐบาลฮ่องกง ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญที่ประเทศทั่วโลกควรจับตามอง เพราะเมื่อดูจากปริมาณขยะที่ถูกทิ้งต่อวันในปีที่ผ่านมานั้น พบว่ากว่า 36 เปอร์เซ็นต์ของขยะทั้งหมดหรือ 9,278 ตัน คือปริมาณอาหารที่ถูกทิ้ง อันมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของขยะทั้งหมด ดังนั้นการตัดสินใจประกาศนโยบายของรัฐบาลเพื่อลดปริมาณอาหารที่ถูกทิ้งลง 10 เปอร์เซ็นต์ใน 3 ปีข้างหน้า และ 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2022 นั้น ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เหตุเพราะ ณ ปัจจุบัน ขยะในฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และ หากรัฐบาลฮ่องกงไม่มีนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว มีแนวโน้มว่า ฮ่องกงอาจต้องเผชิญกับปัญหาขยะล้นเมืองในอนาคตเป็นแน่ ดังนั้น ในบทความนี้ผมจึงอยากนำเสนอ 2 แนวทางที่สำคัญของรัฐบาลฮ่องกงในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว


แหล่งที่มาของภาพ : http://www.allpsychologycareers.com/imagesvr_ce/0001/racial-prejudice.jpg

โลกวันนี้วันสุข
คอลัมน์ : HR Tips