เศรษฐกิจ

จากความเห็นของท่านอาจารย์ วีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย

ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงถึงร้อยละ 6 ในเดือนกันยายน รัฐบาลต้องระวังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะอาจจะทำให้ประชาชนยากลำบาก

ผมเคยเตือนรัฐบาลแล้ว ทั้งในการอภิปราย เขียนบทความ และสัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ว่าให้ระวังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อม ๆ กับเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพราะหากพิจารณาในเชิงทฤษฎี การเน้นมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ในภาวะเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยจะทำให้อัตราเงินเฟ้อยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก

ตลอดปี 2548 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญภาวะไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยประสบภาวะเงินเฟ้อที่สูงมาก โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่อัตราเงินเฟ้อเร่งขึ้นแตะระดับร้อยละ 6 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และสำหรับเสถียรภาพภายนอก สามไตรมาสแรกของปีนี้ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึงร้อยละ 3.8 ของจีดีพี แม้สาเหตุสำคัญของความไร้เสถียรภาพจะมาจากปัจจัยภายนอก แต่ผมเชื่อว่าสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของความไร้เสถียรภาพ คือนโยบายของรัฐบาลที่ไม่แน่นอนและปรับเปลี่ยนไปตามกระแสเป็นนโยบายรายวัน

จากรายงานการจัดอันดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจปี 2549 ที่จัดทำโดยวอลล์ สตรีท เจอร์นอล และมูลนิธิเฮอริเทจ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 71 จาก 157 ประเทศ ซึ่งเป็นทิศทางที่มีอันดับต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

จากการที่นายกฯ ได้จัดงานแถลงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจปี 2549 โดยใช้ชื่องานว่า ldquo;ทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในปี 2549rdquo; โดยเชิญนักธุรกิจเข้ามาฟังคำแถลง ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ทิศทางในปี 2549 ที่

ผมจะขอขยายความข้อเปรียบเทียบระหว่างการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ ldquo;ทักษิโณมิกส์rdquo; กับ ldquo;เศรษฐกิจพอเพียงrdquo; ให้กว้างออกไป โดยใช้แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ของสำนักนีโอคลาสสิก (Neoclassical economics) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ศึกษากันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นหลักอ้างอิงในมุมมองระหว่าง

รัฐบาลกำลังเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ขาดความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ โดยใช้มาตรการด้านการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกับมาตรการด้านการเงินเพื่อทำให้การบริหารเศรษฐกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2550 เติบโตต่ำกว่าร้อยละ 4

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM retreat) ระหว่าง 3-4 พฤษภาคม2550 ที่ผ่านมา ณ กรุงบันดาเสรี เบกาวัน ประเทศบรูไน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC blueprint) โดยจะมีการเปิดตลาดในภูมิภาคอาเซียน เพื่อมุ่งสู่การเป็น