Go www.kriengsak.com ประวัติ ครอบครัว งานวิชาการ กิจกรรม Press Contact us ค้นหา


ทาง 3 แพ่ง ก.ม.อภิมหาอำนาจ-ลัทธินาซีใหม่
..................................................



เกรียงศักดิ์ ชี้ เรื่อง พ
.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นทาง 3 แพร่ง พ.ร.ก.มีความเสี่ยงเพราะให้อำนาจมาก แต่ปราศจากการตรวจสอบ ส่วนกฎหมายเดิม 7 ฉบับยังมีข้อบกพร่อง จึงเสนอให้ใช้กฎหมายเดิมชั่วคราว และร่าง พ.ร.บ.ฉุกเฉินฉบับใหม่ที่รัดกุม เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาอย่างรอบคอบ           

ดร
.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรรมการบริหาร และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชป. เสนอความเห็นในการพิจารณา พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 โดยชี้ประเด็นทางเลือกของรัฐบาลว่าเป็นเหมือนทาง 3 แพร่ง ทางเลือกที่ 1 คืออนุมัติ พ.ร.ก.ให้มีผลบังคับใช้ตามที่รัฐบาลต้องการ แต่หากสภาฯ ไม่อนุมัติ รัฐบาลจะมีทางเลือกอีก 2 ทาง คือ ทางเลือกที่ 2 กลับไปใช้กฎหมาย 7 ฉบับตามเดิม หรือ ทางเลือกที่ 3 ใช้กฎหมาย 7 ฉบับเดิมเป็นการชั่วคราว และร่าง พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นใหม่เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา           

“ผมคิดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ ทางเลือกที่ 3 แม้ว่ากฎหมายทั้ง 7 ฉบับเดิมจะมีข้อบกพร่องในบางประเด็น แต่ผมคิดว่ากฎหมาย 7 ฉบับนี้ ยังสามารถใช้ได้เป็นการชั่วคราว ส่วน พ.ร.ก. ฉุกเฉินของรัฐบาลมีข้อบกพร่องมาก ทำให้มีความจำเป็นต้องให้รัฐสภาพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่”            “พ.ร.ก.ของรัฐบาลให้ความหมายของสถานการณ์ฉุกเฉินที่กว้างมาก อาจนำไปสู่การใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต

ส่งผลให้ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลสามารถอ้างเป็นเหตุเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ทำให้ผู้ใช้อำนาจใช้อำนาจตามดุลยพินิจอย่างไร้ขอบเขต ฉะนั้นจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตของสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า เมื่อไหร่จึงเรียกว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน มีการแบ่งระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน มีกระบวนการในการพิจารณา มีการวิเคราะห์ระดับความรุนแรง กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับขอบเขตของพื้นที่และเวลาในการประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเหมาะสม รวมถึงมีการจำแนกชุดของมาตรการที่รัฐบาลสามารถใช้ในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินตามประเภทและความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อเป็นการลดระดับการใช้ดุลยพินิจ และไม่ให้เกิดการใช้อำนาจอย่างพร่ำเพรื่อ
”            

“อีกประเด็นหนึ่ง คือ พ.ร.ก. ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีมากขึ้น แต่กลับลดความรับผิดชอบในการใช้อำนาจนั้น โดยลิดรอนอำนาจของระบบตรวจสอบถ่วงดุลต่าง ๆ ทั้งด้านตุลาการและนิติบัญญัติ เช่น ม.16 ที่ระบุว่า พ.ร.ก.นี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครอง ทำให้ผู้ใช้อำนาจไม่ถูกตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการ และการประกาศเป็น พ.ร.ก.ก็เป็นการละเลยอำนาจการตรวจสอบของนิติบัญญัติ แต่ผมเห็นว่า อำนาจจะต้องไปควบคู่กับ ความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้น”


“
ผมกังวลว่า พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะเดินตามรอยประวัติศาสตร์ ของประเทศเยอรมันในปี ค.ศ. 1933 ที่นายกรัฐมนตรีฉวยโอกาสจากเหตุการณ์วางเพลิงเผารัฐสภา รัฐบาลเยอรมันจึงนำ พ.ร.บ.มอบอำนาจ (Enabling Act) ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ ในลักษณะเดียวกันกับที่ รัฐบาลกล่าวอ้างสถานการณ์ระเบิดที่ยะลา เพื่อประกาศใช้ พ.ร.ก. ซึ่งแม้ว่า พ.ร.บ.มอบอำนาจของเยอรมันจะได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาโดยออกเป็น พ.ร.บ. ยังนำไปสู่จุดจบของระบบประชาธิปไตย และเป็นการเปิดฉากใหม่ของเผด็จการอด๊อฟ ฮิตเลอร์ เผด็จการนาซีที่เรารู้จักกันดี ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งประกาศใช้อย่างรีบเร่งและหากผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแบบลวก ๆ ในวันนี้ จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อระบบประชาธิปไตยของไทยมากกว่า”

 

 ..................................................