สังคม

เรื่องนี้อย่าบอกหัวหน้านะ ถ้าถูกจับได้ละก้อ แย่แน่เลย....เราช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ถ้าหัวหน้าถามก็บอกไปว่า งานเรียบร้อยดี..ไม่มีปัญหา
ถ้าเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้านะ เราเลิกเป็นเพื่อนกัน....ฉันจะหาข้อแก้ตัวดี ๆ ว่าทำไมงานจึงผิดพลาดมากขนาดนี้ แล้วจะบอกเอง
 
คำกล่าวข้างต้น เราคงเดาได้ว่า ผู้พูดกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ทำบางสิ่งผิดพลาดไป และกำลังพยายาม ?ปกปิด? ความผิดนั้นมิให้หัวหน้างานรับรู้ เพราะเกรงว่า ตนเองจะถูกตำหนิ หรือ ลงโทษ โดยไม่ได้มองว่า สิ่งที่ตนเองทำผิดนั้นส่งผลเสียหายร้ายแรง และต้องช่วยกันแก้ไขหรือไม่

         คุณเคยรู้สึก หรือกำลังรู้สึก "หมดไฟ" ในการทำงานหรือไม่ ? 

         หากถามคำถามนี้กับคนในที่ทำงาน ผมเชื่อว่า จะได้รับคำตอบว่า เคย หรือไม่ก็อาจกำลัง "หมดไฟ" -รู้สึกเบื่อหน่าย ทั้งงาน ทั้งเพื่อนร่วมงาน ทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน บางคนอาจบอกว่า..แทบไม่อยากจะออกจากบ้านไปทำงานเลย!! 

         คนทำงานจำนวนไม่น้อย เริ่มต้นการทำงาน ด้วยการเป็น ?เด็กใหม่ไฟแรง? ทำงานอย่างกระตือรือร้น ทุ่มเท เรียนรู้ ไม่มีบ่น ไม่มีเบื่อ มุ่งให้สำเร็จตามเป้าหมาย .. แต่ไฟนั้นค่อย ๆ มอดลงตามกาลเวลา ยิ่งทำมานาน ยิ่งหมดไฟไปเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่า "หมดอารมณ์" หรือ "หมดไฟ" ในการทำงานในที่สุด


ที่มาของภาพ : http://www.thawanholiday.net/images/sub_1307494249/Bhutan%281%29.jpg

         ประเทศภูฏานมีชื่อเสียงในแง่ของการเป็นประเทศแถวหน้า ที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีความสุขที่สุดในโลกและเป็นต้นแบบของการใช้ดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ Gross National Happiness (GNH) วัดความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศ

         ในความคิดเดิมของผม ภาพลักษณ์ของภูฏานเป็นประเทศที่ประชาชนมีความสมถะตามหลักศาสนา ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่ติดกับดักวัตถุนิยม และรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมอันดีงาม บ้านเมืองมีความสงบสุข ปลอดภัย สะอาด และมีสภาพแวดล้อมที่ดี

         จากการเฝ้าสังเกตคนจำนวนนับหมื่น ๆ คนที่ผมได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์ด้วยในวาระต่าง ๆ ทำให้ผมพบว่า คนเรามีอายุ 3 อายุ 

         หนึ่ง อายุเวลา หรือ อายุจริงตามเวลาเกิด และอาจรวมไปถึงอายุงาน ซึ่งเป็นการสะสมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญชำนาญที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาในการทำงาน

         สอง อายุหน้า คนส่วนใหญ่ชอบให้อายุเวลาไปก่อนอายุหน้า หรือชอบ ?หน้าอ่อน? มากกว่า ?หน้าแก่? 

         "คำโกหกเพียงครั้งเดียว ทำให้ความจริงนับพันมัวหมองไป"
         อัล เดวิด (Al David) อดีตโค้ชและผู้บริหารทีมอเมริกันฟุตบอลที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวความจริงข้างต้นไว้
         ในอาชีพการทำงาน การโกหก...และ ?ถูกจับได้? เพียงครั้งเดียว อาจทำให้อนาคตการทำงาน ชื่อเสียงที่อุตสาห์สะสมไว้ด้วยความเพียรพยายาม ?ล่มสลาย? ลง และไม่มีวันรื้อฟื้นกลับมาได้อีกเลย 

     คนดี คือ คนที่เห็นแก่ส่วนรวม มากกว่า ส่วนตัว
     นิยาม ?คนดี? ในมุมมองของผมสรุปง่าย ๆ จะต้องเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น และประโยชน์ส่วนรวมในมุมที่กว้างที่สุดก่อนเสมอ
     หากทุกแวดวงวิชาชีพ คนทำงานทุกคนยึดนิยามคนดีเช่นนี้ สังคมจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ค่านิยมการแข่งขัน เพื่อความสำเร็จโดยยึด มูลค่า เป็นหลัก เช่น องค์กรมุ่งทำกำไร ทำยอดขาย กินส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด โดยไม่ใส่ใจประโยชน์หรือปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคมากเพียงพอ หรือ คนทำงาน ทำเพื่อให้ตัวเองได้เงิน ได้ชื่อเสียง ได้ผลตอบแทนมากที่สุด และจะไม่ทำถ้าตัวเองไม่ได้ประโยชน์ โดยไม่ได้ดูว่าจะสร้างความเสียหายต่อผู้อื่นอย่างไร ฯลฯ ย่อมจะเปลี่ยนมาเป็นการคำนึงถึง คุณค่า ของสิ่งที่ทำมากยิ่งขึ้น เช่น ทำสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่เอาเปรียบ ยึดมั่นในจรรยาบรรณ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายร่วมกัน

วันสำคัญวันหนึ่งในเดือนเมษายนของทุกปี คือ วันครอบครัว ซึ่งตรงกับวันที่ 14 เมษายน เป็นวันที่หลายครอบครัวถือโอกาสวันหยุดสงกรานต์กลับไปเยี่ยมคุณพ่อ คุณแม่ บ้างก็พาลูกหลานไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อนและเชื่อมความสัมพันธ์ในวงศ์ญาติไปพร้อมกันในโอกาสเดียว เป็นช่วงเวลาที่สมาชิกครอบครัวญาติพี่น้องพาลูกหลานมาทำความรู้จักกันและกัน ได้รู้ว่าลูกของคนโน้นหลานของคนนี้เป็นอย่างไร หน้าตา นิสัย เป็นอย่างไร ขณะเดียวกันสิ่งที่จะได้ยินตามมามักหนีไม่พ้นคำชมหรือคำตำหนิของผู้ใหญ่ ที่พูดกันในวงญาติทั้งต่อหน้าและหลับหลัง ในทำนองเปรียบเทียบลูกคนนั้นกับลูกคนนี้ หลานคนนั้นกับหลานคนโน้น
พ่อแม่มักจะดีใจหากลูกได้รับคำชมในทางบวก เช่น สวย น่ารัก หล่อ พูดเก่ง เรียนดี ฯลฯ ซึ่งนับเป็นสิ่งดีและพ่อแม่ควรภูมิใจ แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ควรมองอีกมุมหนึ่งคือ คำชมลักษณะนี้เป็นคำชมบนพื้นฐานของรูปร่างลักษณะภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กมา อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่ายนัก และอาจทำให้เด็กเข้าใจว่า ผู้ใหญ่มองคุณค่าของเขาเพียงสิ่งภายนอกเท่านั้น

 
ฮาร์วาร์ดให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาภาพรวมทั้งมหาวิทยาลัย และยังให้ความสำคัญกับการกระจายความรับผิดชอบลงสู่ระดับวิทยาลัย โดยให้เป็นเป้าหมายร่วมกันที่แต่ละวิทยาลัยของฮาร์วาร์ดจะต้องขับเคลื่อนภารกิจทางด้านการศึกษาตามจุดแกร่งของตนเอง อาทิ การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน การทำวิจัย การให้บริการวิชาการแก่สังคมและประชาคมมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลทำให้วิทยาลัยต่าง ๆ ของฮาร์วาร์ดสามารถสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น  ระดับองค์กร ระดับชุมชน ระดับสังคมประเทศชาติ และระดับโลก อาทิ วิทยาลัยเคนเนดี้สคูลแห่งฮาร์วาร์ด (Harvard Kennedy School) ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะหล่อหลอมสร้างคนเปลี่ยนโลก หรือ วิทยาลัยธุรกิจแห่งฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) แหล่งผลิตบัณฑิตสมรรถนะสูงป้อนสู่สถานประกอบการชั้นนำทั่วโลก เป็นต้น