"ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด"

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับ การรื้อยุทธศาสตร์โครงการบัตร "ไทยแลนด์ อีลิท การ์ด" มาดำเนินการอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจระดับบน (hi-end) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังการใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยรัฐบาลคาดหวังว่า จะนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะเป็นโครงการที่ทำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น

ผมคิดว่า โครงการนี้หากบริหารจัดการไม่ดีจะมีแนวโน้มประสบความล้มเหลวเช่นเดียวกับโครงการแรก ซึ่งหากเราย้อนกลับไปทบทวนผลการดำเนินงานในโครงการแรก จะพบว่า มีปัญหาในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น

การตั้งเป้าไว้สูง แต่ทำได้ต่ำกว่าเป้ามาก คือ ตั้งเป้าขายบัตรได้ 1 ล้านใบใน 5 ปี ในปีแรก คือ 2546 ตั้งเป้าจะขายได้ 1แสนใบ แต่ปัจจุบันปี 2548 มีสมาชิกเพียง 824 คน

การมีรายรับไม่คุ้มค่ากับรายจ่ายที่ใช้ในโครงการ มีการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อการลงทุนจัดตั้งบริษัท ไทยแลนด์ พรีวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) เพื่อให้บริการบัตรอีลิทประเทศไทย จำนวน 1,000 ล้านบาท นอกจากเพียง 6 เดือนหลังการเปิดโครงการ มีการระดมทุน 6,000 ล้านบาท ในการเข้าไปขยายการลงทุนด้านต่าง ๆ เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสถานบริการอื่น ๆ แต่บริษัทมีรายรับจากการขายบัตรเพียง 700 ล้านบาท

การบริหารงานขาดความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีการวางกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่แรก ทำให้ไม่สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้ เงื่อนไขการรับผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน ไม่มีความชัดเจน ทำให้เอกชนไม่กล้าลงทุนร่วม ไม่มีทีมบริหารมืออาชีพที่จะผลักดันให้ บริษัทเป็นไปอย่างสอดคล้องกับแผนงาน

สำหรับโครงการที่สองนี้ แม้ว่ารัฐบาลได้ชี้ให้เห็นว่า มีความแตกต่างจากโครงการแรกทั้งในแง่ของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเอเชียเป็นหลัก อีกทั้งมีการคัดเลือกลูกค้าแทนการเน้นการขาย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยคาดหมายว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้มีสมาชิกเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น 6-7 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่เข้ามาใช้บริการเพียง 3-4 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังคงมีความน่าเป็นห่วงว่า จะเป็นการซ้ำรอยประวัติศาสตร์โครงการไทยแลนด์อีลิทการ์ดโครงการแรก เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอย ภัยจากการก่อการร้ายทั้งในระดับโลกและในประเทศที่ไม่อาจยุติโดยง่าย อีกทั้ง ความหวาดกลัวต่อภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

เหตุผลเหล่านี้ส่งผลให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป โดยนักท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความประหยัดและความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทำการศึกษาอย่างดี และปรับยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง เพราะผลที่ได้รับนั้นไม่เพียงสร้างความพึงพอใจต่อกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนทุกคนไปใช้อย่างคุ้มค่า ไม่เป็นการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" อย่างหลายโครงการที่ผ่านมา

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2005-05-11