นโยบายราคาน้ำมันที่บิดเบือน

คณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ผมเป็นประธาน ได้จัดการประชุมเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมีการพิจารณาประเด็น ldquo;การกำหนดราคาพลังงานในประเทศไทยrdquo; ผมได้เรียนเชิญผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจง รวมทั้งได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดคนหนึ่งในด้านพลังงาน มาร่วมประชุมด้วย

ที่ประชุมได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันของไทยหลายประเด็น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อมูลและความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ยิ่ง และควรที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

ประเด็นแรก ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลกเป็นหลัก แม้ในตลาดทุกแห่งมีการเก็งกำไรเป็นปกติ เช่นเดียวกับตลาดซื้อขายน้ำมัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า

ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการเก็งกำไรของกองทุนประกันความเสี่ยง หรือ hedge fund เพราะมูลค่าการถือสัญญาสุทธิของ hedge fund มีอยู่ไม่มาก จึงไม่น่าจะแทรกแซงราคาน้ำมันในตลาดโลกได้

ข้อมูลดังกล่าวทำให้ผมเข้าใจว่า แท้ที่จริง การที่รัฐบาลพยายามให้ข้อมูลว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการเก็งกำไร จึงไม่ถูกต้อง และไม่ว่าด้วยความไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ของรัฐบาล การที่รัฐบาลได้ไปร่วมมือกับสิงคโปร์และญี่ปุ่นในการต่อสู้กับการเก็งกำไรของ hedge fund จึงเป็นมาตรการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดในการลดราคาน้ำมัน แต่น่าจะเป็นไปเพื่อสร้างภาพเท่านั้น

ประเด็นที่สอง รัฐบาลพยายามแทรกแซงราคาน้ำมัน สังเกตได้จากกระทรวงพาณิชย์ส่งสัญญาณไม่ให้บริษัทน้ำมันเอกชนขึ้นราคา ทั้งที่ราคาน้ำมันเป็นระบบลอยตัวแล้ว และการที่ ปตท.ไม่ขึ้นราคาน้ำมัน แต่กลับยอมให้ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซินติดลบ แล้วนำกำไรจากกิจการอื่นของ ปตท.มากลบขาดทุนของธุรกิจปั๊มน้ำมัน

มาตรการเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังจะทำให้บริษัทค้าปลีกน้ำมันรายย่อยอยู่ไม่ได้ เพราะเมื่อปั๊ม ปตท.ไม่ขึ้นราคาน้ำมัน ปั๊มอื่น ๆ จึงไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันด้วย เพราะเกรงว่าจะขายน้ำมันไม่ได้ ในที่สุดตลาดค้าปลีกน้ำมันจะถูกผูกขาดโดย ปตท. เพราะปั๊มรายอื่นจะขาดทุนจนต้องเลิกกิจการไป

พฤติกรรมเช่นนี้จะสร้างความยากลำบากแก่กองทุนน้ำมัน เนื่องจากกองทุน กำลังจะออกพันธบัตร เพื่อนำเงินมาชำระหนี้กว่า 8 หมื่นล้านบาท ที่เกิดจากการอุดหนุนราคาน้ำมัน และแม้รัฐบาลยืนยันว่าจะให้เก็บเงินเข้ากองทุน 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 5 ปี เพื่อชำระหนี้ได้ทั้งหมด แต่หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังสูงขึ้น มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลชุดนี้จะเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว เพราะเกรงจะสูญเสียคะแนนนิยมทางการเมือง ซึ่งจะทำให้กองทุนมีต้นทุนสูงขึ้นในการออกพันธบัตร เพราะประชาชนเกรงว่ากองทุนฯจะไม่มีรายได้มาชำระหนี้ หรือในอีกกรณีหนึ่ง คือรัฐบาลอาจจะต้องนำงบประมาณไปใช้หนี้แทนกองทุนฯในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ นโยบายราคาน้ำมันจึงเป็นนโยบายที่ควรช่วยกันตรวจสอบและติดตามอย่างใกล้ชิด

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2005-09-13