สร้างความกลัวเพื่อปูทางการกลับมาของนายกฯ

การประกาศกลับมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองเท่าใดนัก เพราะหากตั้งสมมติฐานว่า การตัดสินใจของผู้นำรัฐบาลนั้นเป็นไปเพื่อการรักษาอำนาจทางการเมืองเป็นสำคัญ การประกาศเว้นวรรคที่เกิดขึ้นหลังเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายนนั้น เกิดขึ้นเมื่อพรรคไทยรักไทยสามารถควบคุมอำนาจในสภาไว้ได้แล้ว ในทางกลับกัน การประกาศกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นายกฯ จึงเกิดขึ้นเมื่อมีความเสี่ยงว่าจะไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้

เป็นความเสี่ยงเนื่องจากการปลดล็อค 90 วัน อันอาจจะทำให้พรรคแตกเป็นเสี่ยง ๆ หากไร้เงาผู้นำตัวจริง เป็นความเสี่ยงว่าจะแพ้การเลือกตั้ง เพราะไม่รู้ว่าจะชูให้ใครเป็นนายกฯในการเลือกตั้ง และเป็นความเสี่ยงว่าจะไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกเลย หากไทยรักไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจครั้งนี้

เมื่อมีความจำเป็นทางการเมืองที่ต้องกลับมา กระบวนการปูทางสร้างความชอบธรรมในการกลับมาจึงเกิดขึ้น โดยใช้เหตุผลหลักในการกลับมาเพื่อจัดงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี และการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่มีการให้ข้อมูลว่าได้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง และปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนจะกลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง

เหตุผลในการกลับมาทำหน้าที่จัดงานเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะหากต้องการเป็นผู้จัดงานจัดงานเฉลิมฉลองครั้งนี้ เหตุใดจึงประกาศเว้นวรรค และการไม่มีรักษาการนายกฯ ไม่ได้หมายความว่างานจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้

ส่วนเหตุผลในการแก้ปัญหาวิกฤตนั้นมีประเด็นที่น่าสังเกต คือ สถานการณ์ที่เลวร้ายและปัญหาต่าง ๆ นั้น ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่กลับปรากฏว่ามีปัญหาและความรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการจะกลับมาทำหน้าที่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

คำอธิบายสำหรับข้อสังเกตข้างต้น อาจจะเป็นความตั้งใจในการเปิดเผยข้อมูลของปัญหาให้ประชาชนรับทราบ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เบาบางลงไปหรือเพิ่งจะเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว และรัฐบาลพยายามสร้างภาพโดยปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลไม่ให้ประชาชนได้รับทราบ อาทิ การสร้างความเข้าใจว่ารัฐบาลสามารถเอาชนะสงครามปราบปรามยาเสพติดได้แล้ว หรือการแก้ปัญหาภาคใต้ได้เดินมาถูกทางแล้ว ทั้ง ๆ ที่ 2 ปัญหานี้ยังคงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาโดยตลอด

หลักฐานอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงท่าทีในการให้ความเห็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ จากเดิมที่เคยยืนยันมาตลอดว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหา สามารถเติบโตได้ตามที่คาดการณ์ไว้โดยไม่ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเบิกจ่ายงบปี 2550 ล่าช้าจะไม่กระทบต่อจีดีพีมากนัก แต่ท่าทีดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปแทบจะทันที โดยการออกมาให้ข้อมูลว่า เศรษฐกิจกำลังมีปัญหาวิกฤต หาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่กลับมา

การเมืองในปัจจุบันจึงเป็นการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในสังคม เหมือนดังที่รัฐบาลได้เคยทำมาโดยตลอด อาทิ การขู่ว่าจังหวัดใดไม่เลือกตนจะได้รับการดูแลทีหลัง การโกหกว่าหากพรรคการเมืองอื่นมาเป็นรัฐบาลจะยกเลิกนโยบายประชานิยมทั้งหมด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาอีกครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้ง ๆ ที่รักษาการนายกฯเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เป็นความน่ากลัวมากยิ่งกว่า เพราะอาจจะเป็นการย้อนกลับมาอีกครั้งของวิกฤตการณ์ทางการเมือง เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจจะออกมาชุมนุมขับไล่นายกฯอีกครั้ง

เหตุผลของการตัดสินใจกลับมาครั้งนี้จึงมีเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ldquo;ทำเพื่อบ้านเมืองหรือทำเพื่อตนเองrdquo;

0
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2006-05-26