รัฐบาลใหม่จริงใจ จัดการคอร์รัปชันเพียงใด?

* ที่มาของภาพ - http://tnews.teenee.com/politic/imr2/434084.jpg
ldquo;รัฐบาลใหม่จริงใจ จัดการคอร์รัปชันเพียงใด?rdquo; คำถามนี้ ผมขอถามแทนคนไทยทั้งประเทศ เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ldquo;ตั้งใจจริงrdquo; ในการเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ นั่นคือ การสื่อสารให้ชัดเจนว่า รัฐบาลมีแนวนโยบายจะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันอย่างไร
รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้กับคนไทยทั้งประเทศ ไม่เพียงแต่ประชาชน lsquo;กลุ่มฐานเสียงrsquo; เท่านั้น หากประกาศอย่างชัดเจนว่า จะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจะจัดการการคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด โดยมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม องค์กรอิสระและภาคประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้
หากรัฐบาลกล้าประกาศเช่นนี้ ย่อมถือว่า สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ระดับหนึ่ง เพราะปัญหาการคอร์รัปชันเป็นเรื่องสำคัญ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นไม่ได้ หากผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งก็คือนักการเมืองและข้าราชการยังเพิกเฉยและปล่อยให้มีการคอร์รัปชันอยู่
รัฐบาลควรมีมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคมที่รัดกุม อาทิ
การสร้างดัชนีชี้วัดความใสสะอาด (Inverse Corruption Composite Index) ซึ่งตรงข้ามกับดัชนีวัดการคอร์รัปชัน โดยผมได้เคยเสนอเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2543 ว่า ระบบราชการควรมีการสร้างดัชนีวัดความใสสะอาด หมายถึง การจัดอันดับดัชนีผสมซึ่งสร้างจากตัวชี้วัด (indicators) ขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในระดับต่าง ๆ เช่น ระดับกระทรวง กรม กอง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงองค์กรธุรกิจเอกชน ได้กระทำสิ่งดีที่เอื้อต่อการสร้างความใสสะอาดของหน่วยงานมากน้อยเพียงใด
วัตถุประสงค์ของดัชนี คือ เพื่อส่งเสริมบุคคลและหน่วยงานที่กระทำดีอยู่แล้ว ให้มีโอกาสเผยแพร่สิ่งดีนั้นสู่สาธารณชน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้เกิดการแข่งขันการทำดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น การสร้างดัชนีควรกระทำลงลึกในแต่ละกลุ่ม เช่น กรมต่าง ๆ ในกระทรวงเดียวกัน การวัดข้ามกระทรวง การวัดระหว่าง อบต. การวัดองค์กรธุรกิจขนาดเดียวกัน เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีวิธีแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ผมเคยเสนอในที่ประชุมของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เรื่อง การป้องกันและลดปัญหาการคอร์รัปชันในสังคมไทย เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
การเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนมีผลฉุดรั้งทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นการเพิ่มโทษให้หนักขึ้นทั้งสองฝ่าย เช่น ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่คอร์รัปชันต้องรับโทษเพิ่มขึ้นมากกว่าโทษปกติจากความผิดทั่วไป ขณะที่บริษัทเอกชนจะถูกปรับอย่างหนักและมีโทษทางอาญา ตลอดจนขึ้นบัญชีดำให้ไม่สามารถรับการจัดสรรผลประโยชน์จากภาครัฐได้อีก รวมถึงการตัดวงจรเรื่องการวิ่งเต้นและเส้นสายให้หมดไปจากสารบบด้วย
หน่วยงานราชการต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าในปัจจุบันรัฐธรรมนูญ และหลักธรรมาภิบาล จะทำให้หน่วยงานราชการต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ อย่างโปร่งใส แต่คนไทยยังติดภาพวัฒนธรรมองค์กรของหน่วยงานราชการที่มักปกปิดข้อมูล จะเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลเพียงพอ ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านี้ได้ประชาสัมพันธ์ระบบการทำงานแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนรับทราบข้อมูลทางราชการอันเป็นประโยชน์ได้แล้ว จะเป็นช่องทางสนับสนุนภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสในระบบราชการอีกทางหนึ่ง
จัดตั้งหน่วยข่าวที่รับแจ้งเบาะแส รัฐบาลควรสนับสนุนให้ภาคประชาชนจัดตั้งระบบรับแจ้งงานข่าวที่เกี่ยวกับระบบราชการ ให้เป็นศูนย์กลางของงานข่าวที่มีความแม่นยำ เชื่อถือได้ โดยประสานกับเครือข่ายต่าง ๆ ในการรับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการทำผิดของหน่วยงานราชการ โดยที่ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการคอร์รัปชันผ่านช่องทางการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ โทรสาร จดหมาย หรืออินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้หน่วยงานของรัฐที่ถูกพาดพิงต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจหน้าที่มากยิ่งขึ้น
หากรัฐบาลนำแนวทางเหล่านี้มาปฏิบัติ ผมเชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยได้มาก คนไทยก็จะวางใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลได้มากขึ้น ไม่มีการลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลอีก อันจะนำมาซึ่งความสมานฉันท์ในสังคม และเกิดการร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติอย่างต่อเนื่องต่อไป
* นำมาจากหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันอังคารที่12 กุมภาพันธ์ 2551
admin
เผยแพร่: 
0
เมื่อ: 
2008-02-13