เศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง ?ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและไทยในมุมมองของไทย?(Economic Relation between North East India and Thailand in Thai Perspective) ณ มหาวิทยาลัยมณีปุระ (Manipur Central University) ในเมืองอิมฟาล (Imphal) ในประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

ผู้จัดงานได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการบรรยายว่า ต้องการทราบมุมมองของผมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยกับภูมิภาคดังกล่าวของอินเดีย โอกาสและข้อจำกัด และข้อเสนอแนะในการพัฒนาความสัมพันธ์ดังกล่าวในมุมมองนักวิชาการไทย


แหล่งที่มาของภาพ : http://www.arcuslending.com/wp-content/uploads/2012/08/Debt-2.png

เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้รับ e-mail เรื่อง ?แนวคิดสำหรับปฏิรูปประเทศไทยจากนักวิชาการไทยในอเมริกา? ซึ่งกลุ่มนักคิดและนักวิชาการดังกล่าวได้รวมตัวกันระดมสมองเพื่อจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทยจำนวน 15 ด้าน

ผมเห็นว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ผมจึงตั้งใจนำข้อเสนอแต่ละข้อมาพิจารณาอย่างละเอียด โดยในบทความนี้ ผมจะพิจารณา 1 ใน 15 ข้อเสนอข้างต้น คือ ข้อเสนอที่ระบุว่า ?ตั้งเพดานหนี้ที่แน่นอนเพื่อใช้ในการรักษาวินัยทางการคลัง?

ข้อเสนอดังกล่าวน่าจะเกิดจากความกังวลว่า ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยอาจจะสูงขึ้นจนถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายที่สร้างภาระต่องบประมาณในอนาคต อาทิ โครงการรับจำนำข้าว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท

หากพิจารณาข้อเสนอเบื้องต้นของกลุ่มนักวิชาการไทยในอเมริกาที่ระบุให้กำหนดเพดานหนี้ที่แน่นอน ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า เพดานหนี้ดังกล่าวนั้นมีความหมายอย่างไรและใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด


แหล่งที่มาของภาพ : http://seriouslyspain.com/wp-content/uploads/2012/11/spanish-recession-2014.jpg

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

เศรษฐกิจนอกระบบ(Informal Economy) ตามนิยามขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(OECD) คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่มีการบันทึกไว้

ในระบบบัญชีประชาชาติ หรืออยู่นอกระบบบัญชีประชาชาติ ภาคเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบจึงไม่ถูกเรียกเก็บภาษีจากรัฐ และไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเหมือนภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบ

โดยปกติ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบน้อยกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา แต่ผลกระทบจากวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้สเปนต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันนำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจหลายประการ วิกฤติเศรษฐกิจยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของสเปน โดยทำให้เศรษฐกิจนอกระบบขยายตัวขึ้นเป็นร้อยละ 24.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี ค.ศ. 2012


แหล่งที่มาของภาพ : http://crazy-frankenstein.com/free-wallpapers-files/city/sao-paulo-wallpapers/favela-sao-paulo-city-wallpapers-1680x1050.jpg

ย้อนกลับไปในปลายทศวรรษ 1990 ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อว่าเทคโนโลยี คือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีขึ้นได้

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนส่วนหนึ่งกลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะ ณ ปัจจุบัน การขยายตัวและความสำเร็จของบริษัทเทคโนโลยียังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ซิลิคอน เวลลี่ (Silicon Valley) ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของบริษัททางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของโลกที่ที่มีความเหลื่อมล้ำในสังคมมากเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ


แหล่งที่มาของภาพ : http://khaosarnboston.com/wp-content/uploads/2013/12/woman-preparing-thai-food-at-floating-market.jpg

 

เดลินิวส์
คอลัมน์ ?แนวคิด ดร.แดน?

ประชากรหลายล้านคนในโลกยังคงมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เนื่องจากปัญหาความยากจน การขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่ประชากรในหลายประเทศต้องเผชิญภาวะสงครามจนต้องกลายเป็นผู้อพยพ

สำหรับประเทศไทย แม้ว่าสัดส่วนของประชากรที่ยากจน (ความยากจนแบบสัมบูรณ์) มีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาการกระจายรายได้กลับไม่ดีขึ้น (ความยากจนแบบสัมพัทธ์) ประชาชนส่วนหนึ่งจึงยังมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ในขณะที่สังคมไทยยังมีความเสี่ยงจากปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองที่มีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ธุรกิจกับสภาวะทางการแข่งขันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาทุกยุคทุกสมัย จึงมีความจำเป็นที่ธุรกิจต้องพัฒนากลยุทธ์การตลาดใหม่ๆเพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีพลวัตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอได้อย่างทันท่วงที และเพิ่มความได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากขึ้น โดยจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการเพิ่มยอดขายและผลกำไรให้เป็นไปตามเป้าหมาย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับเชิญไปปาฐกถาในงาน Asia Pacific Research Conference (APRC Conference 2013) ที่จัดโดยสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย และได้มีโอกาสนำเสนอทิศทางการตลาดที่ในสายตาและความคิดของผม ผมวิเคราะห์แล้วและขอนำเสนอทฤษฎีใหม่ในทางการตลาดว่าจะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของธุรกิจในทศวรรษหน้า ทิศทางการตลาดทั้ง 9 ประการ มีดังนี้


Source : http://www.4toart.com/uploadfile/a7ae4a49f1faedc58a2327bc1b2aa240.jpg

      Following a 1970s global recession and resulting economic crisis in the Philippines, unemployment became a crucial problem, the unemployment rate rising to 11.8 percent in 1970, which was very high in the history of the country. For this problem, former president Ferdinand Marcos saw that the export of Filipina labour would create an opportunity to reduce unemployment and solve the economic crisis. The Philippines Labour Export Policy was an important policy to decrease the unemployment ratio and developed the Philippines economically from the past to the present. In this article, I will analyze the advantages and disadvantages of this policy, along with lessons that Thailand can also learn from it.


แหล่งที่มาของภาพ : http://static.guim.co.uk/sys-images/Guardian/Pix/pictures/2012/7/31/1343737731879/European-Central-Bank-008.jpg

การจัดการปัญหาหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป (EU) จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ซึ่งมีประเทศที่ขอรับการช่วยเหลือทางการเงินเริ่มต้นจากประเทศ กรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน และไซปรัส โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2553 รัฐมนตรีคลังของสหภาพยุโรปได้อนุมัติกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินของยุโรปมูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร และประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินต้องดำเนินการตามมาตรการรัดเข็มขัด รัฐบาลต้องควบคุมไม่ให้การขาดดุลการคลังเกินกว่าร้อยละ 3 ของ GDP แต่ ณ ขณะนั้นประเทศกรีซมีการขาดดุลการคลังสูงถึงร้อยละ 13.6 ของ GDP


แหล่งที่มาของภาพ :  http://2.bp.blogspot.com/-JhzNZsUgkJ4/UPCXnUgWh_I/AAAAAAAAA0A/tA6WzNif48Y/s1600/Food-Crisis-Image_zps9585d809.gif

กรุงเทพธุรกิจ
คอลัมน์ : ดร.แดน มองต่างแดน

ณ ปัจจุบัน ประเทศสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากแรงกดดันจากปัจจัยหลายๆ ประการ

อาทิ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก การลดลงของพื้นที่และแรงงานภาคเกษตรกรรม การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรภายในประเทศ เป็นต้น และจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลทำให้ประเทศสิงคโปร์ต้องดำเนินนโยบายในการพัฒนาประเทศเพื่อรับมือต่อวิกฤตการณ์ทางอาหารที่อาจเกิดขึ้นในโลกอนาคต เพราะถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ร่ำรวยพอที่จะนำเข้าอาหารจากต่างประเทศ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของอาหารทั้งหมด แต่หากระยะยาวสิงคโปร์ไม่สามารถลดการพึ่งพิงอาหารจากต่างชาติได้ ประเทศสิงคโปร์อาจจะต้องเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารที่นำไปสู่วิกฤตการณ์อาหารภายในประเทศในยามวิกฤตได้ในที่สุด